บทนำ

บทนำ

 

    สำนักปฏิบัติธรรมทิพย์พิมานตั้งอยู่ท่ามกลางสถานที่อันเงียบสงบ ลานด้านหน้าเป็นป่าไผ่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบทิวแถว ห่างออกไปจะมีไม้ยืนต้นที่อยู่ดั้งเดิม อายุหลายสิบปี มีลำต้นขนาดใหญ่ จำพวก ประดู่ พะยูง นอกจากนี้ยังมีไม้หอมจำพวกพิกุลช่วยบังเงาแดด 

    ในระหว่างวันจะมีลมพัดผ่านพากลิ่นหอมชื่นใจให้คนที่อยู่ได้ดอมดมกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน อากาศที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้เหมาะสมสำหรับการทำสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งวิปัสสนาหรือการเดินจงกรม นับเป็นสถานปฏิบัติธรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายคนในเมือง เพราะผู้ที่เคยมาปฏิบัติได้เล่าขานกันปากต่อปาก เป็นแหล่งหลีกหนีความวุ่นวายในช่วงสุดสัปดาห์ปลายเดือนเพื่อแสวงหาความสงบทางจิตใจอย่างแท้จริง

    แต่ใครจะรู้เลยว่าสถานที่สงบเงียบแห่งนี้กำลังจะต้องเผชิญกับความวุ่นวายเล็กๆ ที่กำลังมุ่งหน้ามาเยือน 

    รถตู้สีเทาควันบุหรี่ ตรงกระจกด้านหลังของรถมีสติ๊กเกอร์ชื่อสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งติดอยู่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วผ่านซุ้มประตูทางเข้า จนใบไม้แห้งตกอยู่บนพื้นถนนปลิวว่อน รถคันนั้นวิ่งไปจอดใต้ต้นประดู่ป่าขนาดลำต้นใหญ่สี่คนโอบ แม้รถยังจอดไม่สนิทดีทว่าประตูของมันกลับถูกคนด้านในเปิดออกด้วยความรีบร้อน จากนั้นคนบนรถก็กระโดดตุบลงมา

    หลังจากเท้าทั้งสองแตะพื้น ยืนทรงตัวได้อย่างมั่นคง รถก็จอดสนิทพอดี ชายวัยกลางคน รูปร่างท้วมก็เอื้อมไปหยิบกระเป๋าเอกสาร ใช้แขนหนีบมันแนบกับลำตัว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดเหงื่อ และขยับแว่นสายตากรอบสีทองให้เข้า มองสอดส่ายหาใครบางคน ก็พอดีกับที่เจ้าของสถานปฏิบัติธรรมเดินเข้ามาต้อนรับทักทาย

    “คุณเตชิต”

    “คุณทิพย์” 

    เตชิต เป็นทนายประจำตระกูลธุวพร ส่วนคุณทิพย์ก็คือทิพย์รดา อดีตภรรยาของเดชทัต ธุวพร เจ้านายของเขานั่นเอง 

    คุณทนายคลี่ยิ้มด้วยความดีใจเป็นล้นพ้นจนแทบอยากจะกระโดดกอดอีกฝ่าย ทว่ามันติดตรงที่ทิพย์รดานุ่งขาวห่มขาว ดวงหน้าผ่องใส มีรอยยิ้มประดับใบหน้าคล้ายพระโพธิสัตว์เตรียมโปรดสัตว์ยังไงอย่างนั้น เตชิตจึงต้องยั้งไว้ แล้วกล่าวคำทักทาย

    “โชคดีจริงๆ เจอคุณทิพย์พอดี ผมกำลังมองหาอยู่เลยครับว่าจะไปติดต่อสอบถามได้ตรงส่วนไหน”

    “คุณเตชิตมาหาฉันหรือคะ งั้นเชิญนั่งตรงม้าหินนั่นก่อนค่ะ ฉันจะไปหาน้ำมาให้”

    “มะ...ไม่รบกวนดีกว่าครับ เชิญคุณทิพย์มานั่งคุยกับผมสักครู่ดีกว่า ผมมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาครับ”

    ทิพย์รดามองทนายประจำตระกูลของอดีตสามีอย่างครุ่นคิด สิบกว่าปีแล้วที่ไม่เคยได้พบหน้ากับเตชิต ซึ่งก็เท่ากับช่วงเวลาที่เธอหย่าขาดจากสามีนั่นเอง หลังจากเลิกกับเจ้าพ่อสถานบันเทิงทิพย์รดาก็หันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างจริงจัง เริ่มมาบุกเบิกและถือศีลอยู่ในสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ตัดขาดจากความวุ่นวายทางโลกอย่างเด็ดขาด แต่ยังไม่อาจโกนหัวบวชชีได้เต็มรูปแบบเพราะยังมีห่วงเหลืออยู่ 

    ห่วงเดียวที่ไม่อาจทำใจตัดขาดให้หมดเยื่อใย ต่อให้ยอมปล่อยกายใจจากสิ่งเหนี่ยวรั้งทั้งปวงในโลกได้แต่ทิพย์รดาก็ไม่อาจจะทอดทิ้งพิราอรลูกสาวคนเดียวของตัวเองได้ หวังว่าการมาของทนายประจำตระกูลครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องที่เธอหวั่นใจ

    “คุณเตชิตมีธุระอะไรก็ว่ามาเถอะค่ะ”

    “คุณทิพย์ทราบเรื่องที่คุณเดชป่วยหรือยังครับ”

    “ลูกพีชเคยเล่าให้ฟังอยู่บ้างค่ะ แต่ฉันยังเชื่อว่ามีหนทางรักษา การแพทย์เดี๋ยวนี้ทันสมัยมาก ฉันหวังให้ผลการวิเคราะห์ทางการแพทย์ออกมาไม่เป็นผลลบนะคะ ผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออกก็น่าจะไม่มีปัญหา ถึงคุณเดชจะทำงานหนัก ร่างกายไม่ได้พักผ่อน แต่เขาก็เป็นคนแข็งแรง ผ่าตัดพักฟื้นแล้ว อีกไม่นานคงจะเดินปร๋อ”

    ทิพย์รดายิ้มอ่อนโยน เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปหลายปี ความรู้สึกที่มีต่ออดีตสามีก็หลงเหลือแค่เพียงความห่วงใยในฐานะเพื่อนมนุษย์ พิราอรเล่าเรื่องของพ่อที่ตรวจพับเนื้องอกในตับ เธอรับฟังด้วยอาการสงบ ปลอบโยนลูกสาว และคอยสวดมนต์เอาใจช่วยเดชทัตแค่นั้น

    “ครับ ทางหมอบอกว่าไม่ต้องกังวล ตอนนี้ก็รอผลวิเคราะห์ชิ้นเนื้อว่าจะออกมาเป็นอะไร แต่ผมมาทิพย์พิมานไม่ใช่เรื่องนี้หรอกครับ” 

    เตชิตเม้มปากเหมือนไม่อยากพูด เพราะรู้นิสัยอีกฝ่ายดี ภายนอกทิพย์รดาจะอ่อนโยน ทว่าจิตใจเด็ดเดี่ยวมาแต่ไหนแต่ไร ลงว่าตัดสินใจอะไรไปแล้วหน้าไหนก็เปลี่ยนใจเธอไม่ได้ ดูอย่างเดชทัตเจ้านายเขานั่นเป็นไง ใครๆ ก็ต่างกลัวเกรงบารมีแต่กับอดีตภรรยาคนนี้แม้แต่รั้งให้อยู่ด้วยยังทำไม่ได้เลย 

    และเพราะรู้ว่าทิพย์รดาเป็นอย่างไร ภารกิจโน้มน้าวใจจึงตกมาถึงมือของเตชิต

    คุณทนายใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ซึมออกมาตามใบหน้า สายตามองนิ่งไปยังทิพย์รดาก่อนตัดสินใจเดินหน้าต่อ ในเมื่อมันเป็นหน้าที่เขาก็ต้องทำ ต้องทำให้สำเร็จด้วย 

    “คุณเดชจะยกบาบิโลนให้กับหนูพีชครับ”

    “อะไรนะคะ!”

    เสียงอุทานดังลั่นนั้นไม่ใช่ของทิพย์รดาทว่ามันดังมาจากด้านข้าง สายตาทั้งสองคู่หันไปทางต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง เห็นหญิงสาวหน้าตาเกลี้ยงเกลาสวมชุดขาวเช่นเดียวกับทิพย์รดา ดวงตาสดใสที่เคยเป็นประกายอ่อนหวานบัดนี้วาววับไม่สบอารมณ์ เม้มริมฝีปากคล้ายกำลังระงับความไม่พอใจของตัวเองอย่างยิ่งยวด เธอก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับสองคนที่นั่งคุยกันอยู่ 

    เตชิตกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก และก็นี่คือ พิราอร ธุวพร ลูกสาวคนเดียวของทิพย์รดากับเดชทัต 

    พิราอรนุ่งขาวห่มขาวมาถือศีลเช่นเดียวกับแม่ ทุกวันหยุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือน หากไม่ติดงานเธอก็จะมาหาแม่อยู่เป็นประจำ ในยามปกติบุคลิกของหญิงสาวก็คล้ายคลึงกับทิพย์รดาอยู่มาก มีเหตุผล สงบ เยือกเย็น และมักจะไม่สร้างปัญหาให้ตัวเองยุ่งยาก ชื่นชอบความสันโดษ ทำงานดูแลมูลนิธิทิพย์รดาไปเงียบๆ ไม่ก้าวก่ายชีวิตใคร 

    สิ่งที่แม่ลูกแตกต่างกันในยามนี้คือคนแม่ยังรักษารอยยิ้มอ่อนโยนได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนคนลูกนั้นใบหน้าบูดบึ้ง จังหวะการก้าวเดินรวดเร็ว บ่งบอกสภาพอารมณ์อันคุกรุ่นพร้อมมีเรื่อง 

    หญิงสาวยิ้มเครียด การเห็นทนายของพ่อโผล่มานั่งในสถานปฏิบัติธรรมของแม่ไม่ใช่เรื่องปกตินัก ยิ่งคุณอาทนายมาเองยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ มันจะต้องเป็นเรื่องที่เธอเคยปฏิเสธไปแล้ว พ่อพยายามหว่านล้อมเรื่องนี้หลายครั้งแต่เธอไม่สนใจ ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่ยอมรามือเรื่องนี้ง่ายๆ 

    “สวัสดีค่ะอาเต นี่ถึงขนาดมาหาคุณแม่เลยหรือคะ พีชนึกว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วซะอีก ที่สำคัญพีชคิดว่าเราไม่น่าจะมานั่งพูดถึงแหล่งอโคจรในสถานปฏิบัติธรรมนะคะ มันดูไม่เหมาะสมสักเท่าไร”

    “เอ่อ...” 

    เตชิตยิ้มอลักเอลื่อ ยกมือปาดเหงื่อข้างขมับ หลบสายตากล่าวหาของลูกสาวเจ้านาย คนทั่วไปมักคิดว่าพิราอรอ่อนหวานเหมือนคุณทิพย์ ฮึ! ไม่จริงเลย เขาขอแย้งสุดชีวิต ไอ้ที่เห็น ที่คิดกันไปเองนะ ไม่ใช่ที่เขาเจอหรอก ทนายประจำตระกูลนึกถอนสะอื้นในอก งานนี้ไม่ง่ายเลย อุตส่าห์แอบมาหวังเจรจาขอความช่วยเหลือจากทิพย์รดาเงียบๆ ยังมาเจอพิราอรเข้าจังๆ อีก เวรกรรมอะไรอย่างนี้

    “ลูกพีชทำไมพูดแบบนั้นล่ะ อย่าเสียมารยาทกับอาเตสิลูก”

    พิราอรจ้องหน้าคุณอาทนายเขม็ง ก่อนจะเบนความสนใจไปทางแม่ แล้วว่า “แม่คะ พีชขอเถอะค่ะ เรื่องอื่นพอยอมได้ แต่เรื่องนี้พีชไม่อยากคุยแล้วค่ะ ไม่อยากได้ผับนั่นด้วย พีชเกลียด”

    “ลูกพีช!”

    “หนูพีช!”

    “ค่ะ นี่พีชเอง” หญิงสาวชี้นิ้วเข้าหาตัวเองประชด

    “ลูกพีช...ถ้าไม่พูดกันดีๆ แม่ไล่กลับจริงๆ นะ อาเตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะลูก ไปค่ะ ไปกวาดลานไผ่สงบอารมณ์เตรียมเดินจงกรม”

    “แต่แม่คะ”

    “พีช...” ทิพย์รดาลากเสียงยาว ปรามลูกสาว “อาเตมาคุยธุระกับแม่ แม่ขอเป็นการคุยแบบส่วนตัวนะคะ ไปกวาดลานไผ่ค่ะ”

    คนถูกไล่หน้าง้ำ ไม่พอใจแต่ไม่คิดดื้อกับแม่ ทุกครั้งที่แม่ลงน้ำเสียงเย็นเยียบแบบนี้ เป็นดั่งสัญญาณบอกให้เธอถอย หญิงสาวตวัดสายตาไปยังทนายประจำตระกูล เห็นเตชิตนั่งยิ้มแห้งๆ แล้วเดือดดาลหนักกว่าเดิม ขัดใจที่ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องยอมถอย

    ทิพย์รดามองตามลูกสาวจนกระทั่งหยิบไม้กวาด เริ่มกวาดใบไผ่ในลานกว้างแล้วจึงหันกลับมาที่ทนายประจำตระกูล

    “ต้องขอโทษแทนลูกพีชด้วยนะคะ ที่เสียมารยาท ว่าไปแล้วก็เป็นความผิดฉันที่ทำให้ลูกต้องเป็นแบบนี้”

    “ไม่หรอกครับ หนูพีชแกเป็นเด็กน่ารักและเข้มแข็งมาก ขนาดคุณทิพย์มาอยู่นี่ แกยังดูแลตัวเองได้ดีไม่มีปัญหาให้ร้อนใจ เพียงแต่แกก็คงมีขีดจำกัดของตัวเอง เรื่องไหนยอมรับฟังก็ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องไหนที่มันเหลือรับในความรู้สึก มันก็จะเป็นอย่างที่เราเห็นกันนี่ละครับ อันที่จริงเรื่องของผับบาบิโลน หนูพีชก็มีเหตุผล ถึงขั้นประกาศยกมันให้คุณนันท์ด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าคุณเดชไม่ยอมยืนยันเสียงแข็งว่ายังไงก็จะยกผับนั้นให้หนูพีชให้ได้”

    “ดื้อพอกันทั้งคู่ค่ะ” 

    ทิพย์รดาถอนใจนึกระอา ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นสุภาษิตกล่าวไว้ไม่ผิดเลย พิราอรเหมือนเดชทัตก็ข้อนี้เอง ดื้อแพ่งพอกัน บทจะว่าไม่ ให้กล่อมเท่าใดก็ไร้ผล

    “ฉันถามจริงๆ เถอะค่ะ ทำไมคุณเดชถึงคิดจะยกที่นั่นให้ลูกพีชล่ะคะ ความจริงคุณนันท์ดูแลบริหารได้ดีไม่มีปัญหา ก็ควรให้เธอจัดการต่อไปไม่ใช่เหรอคะ ตาชินหลานชายคุณนันท์ก็ยังอยู่ทั้งคน”

    “ข้อนี้ก็ถูกต้องตามคุณทิพย์เข้าใจครับ เพียงแต่ดูแลดีแล้วไม่มีคนดูแลต่อธุรกิจมันไม่งอกเงยขึ้นมาหรอกครับ ถึงคุณนันท์จะแต่งงานกับคุณเดชมาหลายปีแต่ก็ไม่มีทายาทด้วยกันเลย คุณชินดนัยก็ถูกส่งตัวไปดูแลผับที่ภูเก็ต ยังไงบาบิโลนก็ยังจะเป็นของหนูพีชอยู่ดีครับ”

    เตชิตลำบากใจเหลือจะกล่าว ถ้าบาบิโลนเป็นวัดหรือวิหารเรื่องมันคงจะง่ายกว่านี้

    “คุณทิพย์ก็รู้ว่าคุณเดชรักบาบิโลนขนาดไหน สมบัติอย่างอื่นจะยกให้ใครก็ได้แต่เป็นตายยังไงบาบิโลนก็ต้องเป็นของหนูพีช”

    “ฉันก็เข้าใจคุณเดชนะคะ ถึงไงเลือดย่อมต้องข้นกว่าน้ำ คุณเดชรักลูกพีชมาก จนบางทีฉันเองก็เกรงใจคุณนันท์ เธอเหนื่อยมากับคุณเดชมากกว่าฉัน และบาบิโลนก็เป็นเหมือนหัวใจของตระกูลจะมายกให้เด็กไม่ประสาอย่างลูกพีชมันดูไม่เหมาะสมเลย เรื่องนี้ฉันไม่รู้จะช่วยยังไงค่ะ พีชเองเขาก็ไม่ได้สนใจธุรกิจนี้ของพ่อเลย แค่งานในมูลนิธิก็ล้นมือแล้ว”

    สำหรับทิพย์รดาลูกสาวก็คือผ้าขาว งดงามด้วยคุณค่าทางจิตใจ แม้จะมีปมเรื่องครอบครัวแตกแยก แต่พิราอรก็ไม่เคยประชดชีวิตให้เป็นปัญหาสังคม ยิ่งรู้สึกว่าขาดมากเท่าไรลูกสาวคนนี้ก็ยิ่งให้กับคนที่ยากไร้มากกว่าเสมอ การจะให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในที่อโคจรอย่างผับบาบิโลนนั้นจึงเป็นภารกิจยากพอๆ กับย้ายพระอาทิตย์ไปขึ้นทางทิศตะวันตก โอกาสจะสำเร็จของเตชิตไม่มีเลย

    “ผมอยากขอร้องให้คุณทิพย์ช่วยคุยกับหนูพีชสักครั้ง”

    ทิพย์รดาสบตาทนายแล้วยิ้มอ่อน เตชิตคะยั้นคะยอไม่ยอมง่ายๆ

    “ผมหมดหนทางแล้วจริงๆ ครับ ถึงได้บากหน้ามาที่นี่ ยอมเป็นคนบาป เอาเรื่องร้อนใจมาขอให้คุณทิพย์ช่วยเหลือ”

    “บอกตามตรงว่าฉันกับคุณเดชขาดจากกันนานแล้ว เรื่องของเขาฉันไม่อยากยุ่งเพราะจะสะเทือนกันไปหมด คุณนันท์เองก็คงไม่ยินดีนักหรอกค่ะ เขาเหนื่อยกับคุณเดชมามากจริงๆ กว่าจะธุรกิจจะมั่นคงได้ขนาดนี้”

    “เรื่องนี้คงจะเลี่ยงลำบากครับ และผมก็ยืนยันได้ว่าคุณนันท์ไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ เธออยากให้คุณเดชรักษาตัวให้หายมากกว่า หากยังเคลียร์เรื่องนี้ไม่จบคุณเดชก็คงยังกังวลจนไม่ยอมรักษาตามกำหนด ผมเองก็มืดแปดด้าน คนเดียวที่หนูพีชยอมฟังก็เห็นจะมีแต่คุณทิพย์เท่านั้น ผมขอร้องละครับ” เตชิตพนมมือขึ้นเตรียมก้มกราบ 

    ทิพย์รดาเห็นเข้าก็ร้องห้ามเสียงหลง

    “คุณเตอย่าทำอย่างนี้เลยค่ะ ฉันลำบากใจนะคะ”

    “ช่วยผมด้วยนะครับคุณทิพย์ ผมหมดที่พึ่งแล้วจริงๆ”

    ทิพย์รดาลำบากใจอย่างยิ่ง โดยส่วนลึกเธอยินดี ลูกสาวไม่คิดอยากได้สถานบันเทิงแห่งนั้นถูกต้องแล้ว เพราะตัวเธอเองก็ไม่เคยคิดอยากเกี่ยวข้องกับมันถึงได้ขอแยกตัวออกมาปฏิบัติธรรมเงียบๆ คนเดียว ยอมปล่อยมือจากชายคนรักเมื่อไม่อาจเปลี่ยนความคิดของเขาได้ สถานบันเทิงแห่งนั้นคือบาปอันน่ารังเกียจ แหล่งมั่วสุมมอมเมา ผู้คนสิ้นไร้สติสัมปชัญญะ ลุ่มหลงกามาและอกุศลอีกหลายอย่าง

    เดชทัตไม่ควรสร้างมันขึ้นมา ทิพย์รดาในตอนนั้นไม่อาจทัดทานความตั้งใจสามีได้ ต้องยอมรับว่าเขามีโชคทางนี้ จะกี่ปัญหาร้อยพันเกิดขึ้นล้วนถูกจัดการอย่างเงียบเชียบเรียบร้อย เธอรับรู้ กลัดกลุ้ม รุ่มร้อนจนในที่สุดก็ถึงจุดแตกหัก เพราะไม่อาจทนเห็นลูกสาวที่กำลังเติบโตสานต่อธุรกิจสีดำของพ่อ ต้องเดินเข้าออกใช้ชีวิตในผับราวกับเป็นบ้านหลังที่สอง 
ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเดชทัตจะต้องปลูกฝังให้ลูกเป็นอย่างเขา จิตใจหยาบกระด้าง เย็นชาจนเกือบจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ

    หลังจากหย่าขาดกันได้ 5 ปี เดชทัตแต่งงานใหม่กับพัชนันท์เลขาคู่ใจของเขา พัชนันท์เป็นผู้หญิงสวย ฉลาด ปราดเปรียว และรู้ฐานะของตัวเองดีว่าอยู่ในจุดไหน ทุกครั้งที่ได้เจอกันฝ่ายนั้นก็ยังให้ความเคารพนบนอบต่อทิพย์รดาเหมือนเช่นวันวาน การกระทำนั้นจริงใจไม่ได้เสแสร้งเหมือนนางร้ายในละคร 
เดชทัตแต่งงานใหม่ได้ไม่นาน พิราอรก็ขออนุญาตแยกตัวออกมาอยู่คอนโดเพียงลำพังโดยที่ใครก็ไม่อาจคัดค้านได้ ลูกไม่ได้ต่อต้านที่พ่อแต่งงานใหม่ การย้ายออกเป็นเหตุผลความสะดวกในเรื่องงาน ซึ่งทุกคนเถียงไม่ได้ แม้ไม่เห็นด้วย

    ทิพย์รดารับรู้ว่าความสัมพันธ์พ่อลูกไม่ราบรื่นนัก เดชทัตรักลูกสาวมาก ลูกก็รักพ่อ แต่งานของพ่อกลับนึกชิงชัง คนเป็นแม่จึงได้แต่อบรมให้ตระหนักถึงความจริง ไม่ว่าอย่างไรพิราอรก็หนีความจริงไม่พ้น ต่อให้ไม่ชอบใจแต่เดชทัตก็ยังเป็นพ่อบังเกิดเกล้า ลูกที่ดีจะต้องกตัญญูรู้คุณ 

    หรือสิ่งที่กลัวมาตลอดกำลังจะเกิดขึ้นกันหนอ ทิพย์รดาไม่อยากให้ลูกเกี่ยวข้องกับผับ แต่ก็ต้องยินยอมรับมันมาเป็นสมบัติของตน ดูจะไม่เหลือหนทางให้หลีกเลี่ยงได้เลย
เตชิตรอคอยลุ้นระทึก ขณะที่ทิพย์รดานั่งเงียบอยู่นาน แต่ในที่สุดเจ้าของสถานปฏิบัติธรรมทิพย์พิมานก็ยอมตกลงรับปากว่าจะลองคุยกับลูกสาวให้ แต่ไม่รับรองว่าจะสำเร็จหรือไม่ คุณทนายยิ้มกว้างแค่นี้ก็โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกแล้ว

    “แค่คุณทิพย์รับปาก ผมก็ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรแล้วครับ” นัยน์ตาของเตชิตแดงเรื่อ สีหน้าเหมือนคนอยากจะร้องไห้เต็มแก่

    “ลูกพีชเขามีความคิดคล้ายกับฉัน ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าผลจะออกมาแบบไหน แล้วฉันจะให้ลูกไปให้คำตอบกับคุณเตนะคะ”

    “ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณทิพย์ยังไงดี”

    “ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ”

    “ผมคงต้องขอตัวเลยครับ เพราะต้องกลับไปคุยกับคุณเดชต่อในช่วงที่ท่านพักงาน”

    “ฝากความระลึกถึงคุณเดชด้วยนะคะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน”

    “แล้วผมจะบอกให้ครับ”

    เตชิตลาทิพย์รดาและเดินกลับขึ้นรถตู้ไปด้วยสีหน้าแตกต่างจากขามาลิบลับ แม้ความหวังจะริบหรี่แต่อย่างน้อยพิราอรก็เชื่อฟังแม่มากกว่าใคร ขอแค่ทิพย์รดาออกปากเองมีหรือจะไม่เป็นผล ทนายประจำตระกูลธุวพรยกมือขึ้นไหว้พระพุทธรูปสีทององค์ใหญ่ตรงหน้าทางเข้าท่วมหัว

    “เจ้าพระคู๊น....ถ้างานนี้สำเร็จ ลูกช้างจะบวชสักพรรษา ขออย่าให้หนูพีชปฏิเสธเลยเถิด”

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

    หญิงสาวผู้ถูกบีบคั้นให้รับสมบัติบาป ยืนนิ่งจับด้ามไม้กวาด รอจนรถของทนายประจำตระกูลพ้นซุ้มประตูจึงเดินเข้าไปหาทิพย์รดา สองแม่ลูกมองหน้ากัน คนหนึ่งเป็นกังวล ลำบากใจ ส่วนอีกคนไม่พอใจ หงุดหงิด

    “พีชไม่รู้ว่าพ่อคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องบังคับให้รับบาบิโลนด้วย ทำไมไม่ยกให้คุณนันท์ไปเลย”

    “พ่อก็มีเหตุผลของพ่อนะลูก คุณนันท์จะเก่งกาจยังไงก็ไม่มีคนสืบทอดดูแลต่อ พ่อคงคิดถึงจุดนี้ถึงได้คิดยกมันให้ลูกพีช”

    “แม่ก็รู้ว่าพีชไม่อยากได้ อะไรที่ได้มาจากบาบิโลนพีชไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย”

    ทิพย์รดาวางมือบนศีรษะลูกสาว ลูบหัวลูกอย่างเข้าใจ พิราอรทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่ยอมรับเงินจากผู้เป็นพ่อ เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากบาบิโลนและสถานบันเทิงในเครืออีกหลายแห่ง เงินที่ได้มาแม้จะสุจริต แต่มันก็ไม่สะอาดนักหรอก ลูกสาวของเธอบอกเหตุผลที่ไม่รับเงินเพราะไม่สะดวกใจจะใช้มัน หากพ่ออยากให้ก็ขอให้ไปบริจาควัดหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก คนชรา เผื่อผลบุญจะหนุนนำให้พ่อเปลี่ยนใจเลิกทำธุรกิจนี้เสียที

    “พีชฟังแม่นะลูก แม่เองก็ไม่อยากยุ่งเรื่องนี้แล้วก็ไม่อยากให้ลูกยุ่งด้วย แต่ดูแล้วพ่อเขาน่าจะตั้งใจยกให้พีชจริงๆ คุณอาเตถึงต้องมาเอง เอาแบบนี้ดีไหม ถ้าพีชไม่สะดวกใจจะรับดูแลตลอดไปก็ลองเสนอเวลารับมาดูแลแค่ช่วงที่พ่อพักรักษาตัว พออาการพ่อดีขึ้นเราค่อยมาปรึกษาหาทางออกกันอีกที”

    “หรือไม่...กว่าจะถึงวันนั้นพีชคงเปลี่ยนบาบิโลนเป็นวิหารกลางกรุงไปแล้ว”

    ทิพย์รดายิ้มอ่อนโยนกับคำพูดประชดประชันนั้น “แม่ไม่เคยสงสัยในความสามารถของลูกเลย”

    “แม่ก็...”

    “ตกลงว่ายอมรับแล้วใช่ไหม”

    “ไม่ค่ะ”

    “อ้าว แล้วกัน แม่เกือบจะโล่งใจแล้วเชียว”

    “แม่ไม่ห่วงพีชแล้วเหรอ” พิราอรสงสัย รู้ดีว่าแม่ไม่ปรารถนาให้เฉียดใกล้บาบิโลนเลยด้วยซ้ำ วันนี้ถึงกับออกหน้าแทนพ่อ เธอคิดว่าแม่ก็คงมีเหตุผล

    “ห่วงสิลูก เคยห่วงยังไงก็ยังห่วงอยู่ แต่พีชในวันนี้ไม่เหมือนพีชในวันนั้น แม่เชื่อว่าหนูคิดเป็นและมีสติ มีความรู้ตัว สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันอบายมุขทั้งหลายที่จะเข้ามา กตัญญูกตเวทีนะลูก ถึงเราจะไม่ชอบอย่างไรแต่สิ่งที่พ่อทำก็เพื่ออยากให้เราอยู่ดีมีสุข ครั้งนี้ก็ถือว่าตอบแทนพ่อเขานะลูก”

    “จะทำยังไงดีคะแม่...พีชรักพ่อนะคะ แต่พีชเกลียดที่นั่น”

    พิราอรสวมกอดซุกหน้ากับอกแม่ หญิงสาวลังเลใจและหวาดหวั่น ตลอดชีวิตของเธอเคยเหยียบเข้าไปในบาบิโลนแค่ครั้งเดียว เป็นครั้งเดียวที่ทำให้เธอถึงกับสูญเสียครอบครัว มันคือจุดเริ่มต้นการหย่าร้างของพ่อกับแม่ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไม่ทำอย่างนั้น สำหรับเธอแล้วบาบิโลนคือหายนะ

    สติ หญิงสาวตั้งใจระลึกถึงคำสอน ใช่...ต่อไปนี้จะต้องใช้สติให้มากกับแม่เลี้ยงไม่มีปัญหา พัชนันท์ไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในนิทานและตัวเธอก็ไม่ใช่ซินเดอเรลลา ที่เธอแยกตัวออกมาก็เพราะไม่สะดวกใจจะอยู่แค่นั้น ปัญหาทางใจต้องใช้เวลาเยียวยา 

    ธรรมะคือที่พึ่ง เมื่อแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวเธอก็เริ่มมาหาแม่บ่อยขึ้น มาค้าง มาช่วยทำความสะอาดสถานที่ มันทำให้เธอปลอดโปร่งใจ พอมีเวลาจึงมาอยู่ที่นี่จนบางทีก็คิดว่าอยากบวชเพื่อที่แม่จะได้เลิกห่วงเธอเสียที แต่แม่นั่นแหละที่ไม่ยอมให้เธอบวช สุดท้ายเธอก็ต้องกลับเข้าวงจรคนบาปจนได้ แถมคราวนี้ต้องควบคุมดูแลทั้งหมดแบบเต็มตัว บาปคราวนี้เธอจึงชดใช้ยังไงหมดนะ

    หญิงสาวผละถอยออกมาสบตากับแม่ รอยยิ้มของแม่ทำให้เธออุ่นใจคลายกังวล น้ำเสียงของแม่ก็เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ

    “แม่เชื่อว่าพีชจะจัดการทุกอย่างได้ดี”

    “ด้วยการเปลี่ยนผับของพ่อให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม ผลบุญนี้คงทำให้พีชชนะหมู่มารทั้งหลาย”

    “มันจะทำให้ลูกพบเจอแต่คนดีๆ จ้ะ”

    ในที่สุดพิราอรก็ตัดสินใจได้ หญิงสาวถอนหายใจหนักหน่วง

    “เฮ้อ...งั้นก็ลองดูสักตั้งนะแม่ แล้วแม่จะรู้ว่าพีชเก่งแค่ไหน”

    ส่วนพ่ออาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังที่คิดยกบาบิโลนให้อยู่ในกำมือของเธอ!!!
 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แอบเม้าส์นิสนุง เปิดฉากในสถานปฏิบัติธรรม ฉีกทุกกฏความอีโรติก

อึ้งล่ะสิ ยังก่อนนนนน ใจเย็นนนน นางเอกสายบุญ อนุโมทนากับนางไป

รอให้คุณชินดนัยคนบาปมาก่อน แซบ ซี้ดจนผับแทบจะลุกเป็นไฟ

   กดเก็บเข้าชั้นไว้ไม่ผิดหวังนะจ๊ะ นะจ้าาาา

 

 

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S