บทที่ 1 งานเข้า (2)

    ประตูห้องทำงานถูกชายหนุ่มผลักเข้ามาอย่างรีบร้อน เมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยไม่บอกอารมณ์ของน้าสาว เขาก็ได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนความผิด ปกติชินดนัยไม่ค่อยสนใจความคิดใครจะยกเว้นก็แต่คนที่นั่งหน้าตึงเหมือนพึ่งไปร้อยไหมเสร็จแล้วออกจากคลินิกหมอตรงดิ่งมารอเขาอยู่ในห้องนี่แหละ 

    พัชนันท์ ธุวพร น้าสาวที่ยังสวยเฉี่ยวเปรี้ยวเข็ดฟัน นั่งกอดอก เชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ขาเรียวยกขึ้นไขว่ห้าง ชุดแซ็กสั้นสีดำร่นขึ้นอวดขาขาว บ่งบอกถึงพลังความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม สมฐานะนางพญาแห่งธุวพร หรือถ้าจะมีคำไหนเหมาะสมกับน้าสาวมากกว่าคำนี้เขาก็ยังนึกถึงคำจำกัดความนั้นไม่ออก

    “มาได้แล้วเหรอไอ้ตัวดี”

    “ก็ใครจะกล้าทิ้งให้น้าสาวคนสวยนั่งรอนานๆ กันล่ะครับ” ชายหนุ่มเดินกางแขนโผเข้าไปหวังกอดอ้อน แต่น้าสาวกลับชี้หน้าสั่งเสียงเข้ม

    “หยุด! ไม่ต้องมาเข้าใกล้ฉัน อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเมื่อกี้แกทำอะไรกับเด็กนั่นกลางผับ ไม่อายผีสาง หน้าด้านหน้าทน อย่าได้เอามือสกปรกมาแตะต้องตัวฉันเชียว ฉันขยะแขยง”

    “แหม...น้านันท์ก็รังเกียจเกินเบอร์ ผมแค่เล่นสนุกกับน้องเขาเอง”

    “แต่ฉันไม่ได้จะเล่นสนุกกับแก”

    “ไม่ขำ แล้วยังดุกันอีก” ชายหนุ่มตัดพ้อหน้ามุ่ย ก่อนทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อีกตัว ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก 

    พัชนันท์ส่ายหน้าอย่างหนักใจ ลุกขึ้นเดินไปมองเบื้องล่างผ่านกระจกห้องที่ปิดกั้นเสียงภายนอกได้เป็นอย่างดี กิจการของเฟรทิสดูคึกคักพอๆ กับบาบิโลนที่เธอกับสามีช่วยกันดูแลอยู่ สถานบันเทิงของตระกูลธุวพรเติบโตและทำกำไรงาม

    แต่ใครจะรู้จู่ๆ เดชทัต สามีที่รักกลับคิดวางแผนจะปลดเกษียณเธอก่อนกำหนด แล้วยกภาระหน้าที่ทั้งหมดให้กับพิราอร ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาคนเก่าของเขา

    โดยส่วนตัวเธอแล้วไม่ได้คิดรังเกียจลูกเลี้ยง ตรงข้ามพัชนันท์เอ็นดูพิราอรไม่ต่างจากลูกในไส้ น่าเสียดายเธอกับเดชทัตไม่มีทายาทร่วมกัน ไม่เช่นนั้นเรื่องคงไม่บานปลายจนเดือดร้อนกันไปทั่วอย่างเช่นตอนนี้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยง แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวธุวพรก็ไม่ได้ราบรื่นนัก 

    นับตั้งแต่เธอแต่งงานกับเดชทัต ลูกเลี้ยงของเธอมักจะแผลงฤทธิ์ใส่ผู้เป็นพ่อ พิราอรเป็นคนดื้อเงียบ ไม่แสดงความก้าวร้าวแต่กลับทำตัวเย็นชา ห่างเหิน ราวกับเดชทัชเป็นคนแปลกหน้า แต่กับเธอแล้วลูกเลี้ยงสาวยังให้ความเคารพและไม่เคยทำให้ต้องลำบากใจ เธอรักเดชทัตอะไรก็ตามที่ทำให้เขามีความสุขได้ก็พร้อมทำให้ทุกอย่างไม่เคยคิดขัดใจ 

    จะมีก็แต่ครั้งนี้ที่เธอไม่เห็นด้วย การยกผับบาบิโลนให้พิราอรดูแล้ว ก็เหมือนกับยื่นไฟให้ลูกเลี้ยงโยนใส่ผับที่ราดน้ำมันรอไว้แล้ว พัชนันท์ไม่อาจนั่งรอความหวังอยู่ได้ จึงต้องรีบตีตั๋วบินมาหาหลานชายถึงภูเก็ต หวังให้ไปช่วยกันกอบกู้สถานการณ์ 

    ฉากเด็ดกลางผับ ทำให้เธอฉุนขาด อุตส่าห์ไว้ใจใช้ให้มาดูงาน ไอ้หลานรักกลับมามั่วสาว มันน่าเอาไม้ฟาดให้ตายคามือ อย่างนี้เธอจะหวังพึ่งพาอะไรมันได้

    “ดูเหมือนแกอยู่นี่จะมีความสุขดีนะ ท่าทางกินอิ่ม นอนหลับสบายตัว”

    “แหม...น้านันท์ ผมก็ต้องใช้ช่วงชีวิตโสดให้คุ้มค่าสิครับ มัวทำงานอย่างเดียวเครียดตายพอดี แล้วที่น้าเห็นเมื่อกี้มันก็ไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่างานผมจะบกพร่องนะ เห็นบัญชีของเดือนนี้หรือยัง นี่คงคิดว่าผมแอบอู้ล่ะสิ ถึงต้องมาตรวจงานที่นี่ด้วยตัวเอง”

    “ไม่ได้มาตรวจงาน ฉันตั้งใจมาหาแก”

    “หาผม”

    “ใช่”

    ชินดนัยขมวดคิ้วมองน้าสาวอย่างสงสัย “มีเรื่องอะไรหรือครับ”

    “คุณเดชส่งคุณเตชิตไปตามลูกพีชกลับมาดูแลบาบิโลน”

    ชายหนุ่มเคยเจอกับลูกพีชของน้านันท์หลายครั้งอยู่เหมือนกัน เธออายุน้อยกว่าเขา 5 ปี จำได้ว่าตอนนั้นเธอยังเด็กหญิงถักเปียสองข้าง ขี้อาย ไม่ยอมพูดจากับใครเอาแต่หลบอยู่หลังแม่ จนเขาต้องเอาของเล่นมาหลอกล่ออยู่บ่อยๆ 

    พิราอรเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนประจำ กลับบ้านทีก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง ครั้งแรกที่เห็นเขาก็นึกเอ็นดู ชวนเธอเล่นด้วยกันบ้าง แต่พอใช้ของเล่นหลอกล่อไม่สำเร็จ เธอไม่ยอมเล่นด้วย เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเขาก็เลยเลิกสนใจ แล้วไปเล่นผจญภัยแบบเด็กผู้ชายแทน

    เวลาผ่านไปก็ต่างแยกย้าย น้านันท์จากเดิมที่เป็นเลขาส่วนตัวก็ตกลงปลงใจแต่งงานกับน้าเดช ชีวิตของเขากับน้าสาวดีขึ้น เขาได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอเรียนจบก็บินสวนทางกับพิราอรอีก เขากลับมาช่วยงานน้าเดช เรียนรู้ทุกอย่าง กระทั่งฝึกงานในผับบาบิโลนอย่างละเอียด จากนั้นน้าเดชก็มอบหมายให้เขาดูแลเฟรทิสที่ภูเก็ต บริหารจัดการเองทุกอย่างเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ไม่ได้กลับมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องในบ้านธุวพรอีก 

    ก็ได้ข่าวแว่วๆ เหมือนกันว่าพิราอรทำท่าจะบวชเป็นชีตามคุณทิพย์รดาแม่ของเธอ เขายังอุตส่าห์นึกอนุโมทนาบุญอยู่ในใจ แล้วน้าเดชจะยกผับให้อย่างนี้ก็คงไม่ได้บวชชีแล้วสินะ มุมปากชายหนุ่มโค้งขึ้นอย่างพึงพอใจ

    “เขาพ่อลูกกัน มันก็เป็นสิทธิ์ของเขานี่ครับ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับผมตรงไหน” 

    “ไม่เกี่ยวกับแก แต่มันเกี่ยวกับฉัน เกี่ยวตรงที่ฉันไม่ยอมยังไงล่ะ แกก็รู้ว่าฉันทุ่มเททั้งชีวิตสร้างบาบิโลนมากับคุณเดช ไม่ว่าจะอุปสรรคขวากหนามมากมายแค่ไหนฉันก็กัดฟันอดทนจนผ่านมาได้ ถ้าลูกพีชแสดงความกระตือรือร้นออกมาว่าต้องการผับนั้น ฉันจะไม่มีปัญหาเลย แต่ทางนั้นก็ปฏิเสธมาตลอดจนฉันคิดว่าคุณเดชคงล้มเลิกความคิด ที่ไหนได้ฉันเพิ่งรู้ว่าเมื่อเดือนก่อนคุณเดชส่งคุณเตชิตไปหาคุณทิพย์ให้ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมลูกพีช”

    “แล้วเขายอมไหมล่ะครับ”

    “ทุกทีไม่ แต่ครั้งนี้ยอม!”

    “ต้องแบบนี้สิค่อยสนุกหน่อย อาเตไปกล่อมท่าไหนถึงสึกแม่ชีพิราอรได้” ชินดนัยพูดขึ้นอย่างขบขัน หากแต่น้าสาวกลับหน้าบึ้งตึง

    “ฉันไม่มีอารมณ์จะสนุกกับใครทั้งนั้น ที่มาวันนี้ก็เพื่อตามแกกลับไปช่วยสอนงานให้กับลูกพีช ช่วยกันดูแลผับบาบิโลน เป็นพี่เลี้ยงให้เขา บอกตามตรงว่าฉันไม่ไว้ใจลูกพีช”

    ชินดนัยหลบตาน้าสาวด้วยการลุกขึ้นเดินตรงไปยังบาร์เครื่องดื่มเล็กๆ ที่จัดไว้ในห้องทำงาน จัดการเทวิสกี้ใส่แก้ว แล้วกลับมานั่งที่เดิม

    “น้าลืมไปหรือเปล่าครับ ผับนั่นมันเป็นสิทธิ์ของลูกพีชโดยชอบธรรมนะ เธอมีสิทธิ์จะทำมันยังไงก็ได้”

    “แต่ลูกพีชจะเปลี่ยนบาบิโลนเป็นสถานปฏิบัติธรรมไม่ได้!”

    วิสกี้ในปากของชินดนัยพุ่งพรวด ก่อนที่ชายหนุ่มจะสำลักจนหน้าแดงก่ำ ทว่าแววตาคมกริบยังเปล่งประกายขบขันไม่เปลี่ยน

    “ถึงผมจะไม่มีความคิดเปลี่ยนผับเป็นสถานปฏิบัติธรรม แต่ถามจริง น้าไว้ใจผมหรือครับ”

    “ไม่!” พัชนันท์ตอบแบบไม่เสียเวลาคิด “กับแกฉันยิ่งไม่ไว้ใจ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมั่นใจว่าจะฝากบาบิโลนไว้กับแกได้คือความสำมะเลเทเมาไม่เอาไหนของแก ลูกพีชเป็นคนดีเกินกว่าจะมานั่งบริหารผับใหญ่ระดับบาบิโลนได้ ถ้าเป็นสถานปฏิบัติธรรมทิพย์พิมาน หรือมูลนิธิของแม่เขานั่น ฉันไม่สงสัยในความสามารถของลูกเลี้ยงคนนี้เลย”

    “เดี๋ยวๆๆ ฟังๆ เหมือนผมจะมีประโยชน์ แต่ดูจะเป็นประโยชน์ในทางที่ไม่ดีเอาซะเลย เหมือนโดนหลอกด่ายังไงไม่รู้”

    “แล้วสิ่งที่แกเพิ่งทำกับผู้หญิงคนนั้นไปสดๆ ร้อนๆ นี่ แกยังคิดว่าตัวเองดีอยู่อีกเหรอ”

    “หืม...อันนี้ก็ไม่ใช่สักหน่อย” ชินดนัยถึงกับคลึงขมับตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม “พลาดครั้งเดียว เป็นตราบาปไปทั้งชีวิต”

    “อย่ามารำพึงรำพัน ฉันให้เวลาแกเตรียมตัว 3 วัน จัดการธุระทางนี้ให้เรียบร้อย สาทิตคงตัดสินใจแทนแกได้ สั่งเสียกันให้ดี แล้วบินตามฉันกลับกรุงเทพ ตั๋วอยู่บนโต๊ะนี่แล้ว ฉันคุยกับคุณเดชแล้วว่าจะให้แกช่วยสอนงานลูกพีช อย่างน้อยๆ ก็ยังพอถ่วงดุลกันไว้บ้าง ฉันจะได้พอวางใจว่าบาบิโลนจะยังไม่ปิดกิจการในเร็ววันนี้”

    “น้านันท์ห่วงแต่ผับ ไม่ห่วงลูกเลี้ยงเลยนะครับงานนี้ ถึงขั้นวางใจให้ผมสอนงานด้วย” ดวงตาของชินดนัยไหวระริกด้วยความสนุกสนานขี้เล่น

    พัชนันท์ยิ้มอย่างคนที่เหนือกว่า ขณะเดินมาตบบ่าหลานชาย ตักเตือนอย่างรู้ซึ้งในสถานการณ์

    “ถ้าแกเจอลูกพีชตอนนี้ แกจะเข้าใจเองว่าทำไมฉันถึงไม่ห่วงเขา แถมยังกล้าปล่อยให้อยู่กับแกอีก ชินเอ๊ย...ลูกเลี้ยงฉันน่ะนะอาจทำให้แกเปลี่ยนใจอยากลาบวชสัก 2-3 พรรษาเลยก็ได้”

    “ขนาดนั้นเชียว”

    “ไม่เชื่อก็คอยดูเองก็แล้วกัน หรือว่าฉันควรเตรียมการเรื่องงานบวชแกเสียเลยดีไหม”

    “คนบาปอย่างผมไม่กล้าทำผ้าเหลืองแปดเปื้อนหรอกครับ แต่กับนางฟ้าเนื้อนุ่มนิ่มก็ไม่แน่”

    รอยยิ้มของพัชนันท์เป็นเสมือนเครื่องยืนยันความสมเพช ไอ้คนหลงตัวเองเอ๊ย ไว้ให้เจอของจริงก่อนเถอะ จะโม้ไม่ออก

    “ไม่ต้องพูดมาก จัดการทางนี้ให้เรียบร้อยซะ ฉันกลับโรงแรมก่อน”

    “อ้าว...เดี๋ยวสิครับน้า โธ่...ผมยังไม่ได้รับปากเลยนะ”

    เท้าของพัชนันท์ชะงัก หยุดอยู่ตรงหน้าประตู นางพญาแห่งธุวพรด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหน้าหลานชาย

    “ถ้าแกจัดการไม่ได้ ฉันก็จะบอกให้คุณเดชปิดผับนี้ซะจะได้หมดปัญหา”

    “ยอมแล้วจ้ะ กลัวแล้วจ้า”

    ชินดนัยผิวปากหวือเลยทีเดียวกับประโยคสุดท้ายของน้าสาว ให้ตายไปเลย ทำไมเอาแต่ใจกันขนาดนี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วเดินไปเติมวิสกี้ใส่แก้ว กระดกดื่มรวดเดียวหมด

    ความร้อนของเครื่องดื่มทำให้เขาตื่นตัวมากขึ้น พยายามนึกถึงใบหน้าลูกเลี้ยงของน้าสาว ว่าไปแล้วเขากับพิราอรแทบจะไม่เคยพบหน้ากันเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็คิดว่าโตขึ้นคงสวยไม่หยอก

    ดูเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นอยู่เหมือนกัน หากต้องร่วมงานก็คงจะต้องเริ่มผูกมิตรกันใหม่ หวังว่าโตมาคงไม่ร้ายจนเหลือรับ อย่างน้อยเขายังพออุ่นใจได้ว่าพิราอรไม่ใช่เด็กมีปัญหา หรือหากจะมีปัญหาเธอก็เลือกจะมีกับพ่อของเธอคนเดียวเท่านั้น ส่วนคนอื่นสบายใจได้ 

    ชายหนุ่มยังมองไม่เห็นปัญหาที่น้าสาวกังวลเลยสักนิด น้านันท์นี่ชักจะอู้งานเกินไปแล้ว อยู่ๆ จะให้เขาไปเปลืองแรงสอนลูกเลี้ยงทำไมก็ไม่รู้

    “ให้สอนทำอย่างอื่นจะไม่บ่นเลยสักคำ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำยิ้มๆ มือเปิดกระเป๋าสตางค์ ดึงรูปของสาวน้อยคนหนึ่งที่แอบขโมยมาจากบ้านธุวพรออกมาชื่นชม

    เด็กหญิงรูปร่างอวบอ้วนน่ารัก ถักเปียสองข้างฉีกยิ้มกว้างท่าทางทะเล้น แก้มทั้งสองข้างแดงปลั่งน่าหยิกหยอก พิราอรในวัยเด็กน่ารักน่าเอ็นดูนัก ขนาดเขาเห็นเพียงนิดเดียวยังต้องแอบจิ๊กรูปนี้มาเก็บไว้ดูแก้เครียด ก็ไม่รู้ว่าโตขึ้นมาจะสวยร้ายกาจขนาดไหน

    ชินดนัยจุ๊บเบาๆ เอ่ยเย้าคนในรูปภาพ

    “แล้วเจอกันนะจ๊ะพิราอร”
 

+++++++++++++++++++++++


คุณชินแอบจิ๊กรูปสาวมาเก็บไว้ด้วยนะเออ 


มันยังไง ยังไงอยู่นะ

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S