บทที่ 1 งานเข้า (3)

พิราอรผู้ต้องจำใจแบกรับภาระอันไม่พึงประสงค์ แตะคีย์การ์ดเข้าห้องพักในคอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่ง หลังจากลาศีล ลาแม่เสร็จแล้ว หญิงสาวก็ขับรถกลับมายังห้องพัก ตลอดการเดินทางเธอเฝ้าคิดอยู่เรื่องเดียวว่าจะบริหารจัดการท่าไหนที่จะไม่ทำให้ผับบาบิโลนซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของพ่อเจ๊ง 

หญิงสาวถอดรองเท้าผ้าใบ โยนกระเป๋าผ้าส่งๆ ไปที่โซฟา เดินเลยไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำขึ้นมาเปิดดื่มดับกระหาย เธอถูกแม่อบรมสั่งสอนมาชุดใหญ่เรื่องความกตัญญู หลังจากผัดผ่อนให้คำตอบกับทนายประจำตระกูลอยู่เกือบเดือนในที่สุดเธอก็ต้องยอม แม่กำชับนักหนาว่าอย่าทะเลาะกับพ่อ เพราะสุขภาพของท่านไม่แข็งแรงและมันจะทำให้เธอเป็นบาป ยิ่งกับคุณนันท์ด้วยแล้วยิ่งห้ามมีเรื่องด้วยเด็ดขาด นอกจากนี้แม่ยังขอร้องให้เธอกลับไปอยู่บ้านดูแลพ่อ

เธอไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับในทันที เพราะรู้ว่าพ่อก็มีคุณนันท์คอยดูแลใกล้ชิด อย่างน้อยก็เชื่อมั่นว่าคุณแม่เลี้ยงของเธอจะดูแลพ่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หากเธอแทรกเข้าไปก็จะทำให้อึดอัดใจกันเปล่าๆ แค่มาชุบมือเปิบเข้าควบคุมกิจการผับบาบิโลนนี่คุณนันท์ก็คงจะไม่สบายใจนัก

พิราอรเข้าไปในห้องนอน เวลาสองทุ่มกว่าๆ ยังหัวค่ำอยู่มาก ขบคิดมาตลอดทางไหนๆ ก็ไหนๆ เธอว่าจะแอบไปสำรวจกิจการใหม่ของตัวเองสักหน่อย ดูสิว่าหากลงปฏิบัติงานจริงจะต้องเจอกับอะไรบ้าง 

หญิงสาวถอนหายใจปลงไม่ตก ใช่ว่าชีวิตนี้จะไม่เคยเข้าผับเข้าบาร์ แต่เลือกจะไม่เข้ามากกว่า เด็กๆ วัยรุ่นทุกคนก็อยากลองเปิดประสบการณ์แปลกใหม่กันทั้งนั้น แต่เมื่อผ่านช่วงคึกคะนองอารมณ์อยากเที่ยวเตร็ดเตร่ก็หายไป ยิ่งงานมูลนิธิรัดตัวอย่างเธอก็คิดแค่ว่าเก็บแรงไว้ทำงานดีกว่าไปนั่งอดหลับอดนอน เสียงเพลงก็ดังหูจะพังไม่คุ้มกัน

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว หญิงสาวก็เปิดตู้เสื้อผ้ากวาดตามองหาชุดที่เหมาะสำหรับการใส่ไปเที่ยวกลางคืน ยืนหาอยู่พักก็นึกขำตัวเอง เพราะในตู้มีแต่ชุดขาวกับชุดสีสุภาพ ไม่เห็นว่าจะมีชุดใดเหมาะใส่ไปเที่ยวกลางคืนเลย เพิ่งสังเกตว่าเสื้อผ้าในตู้เหมาะจะใส่เข้าวัดมากกว่าไปผับ ดูมันเรียบร้อยและมิดชิดไปซะทุกชุดเลย

ถ้าจะทำงานที่บาบิโลนจริงๆ สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือซื้อเสื้อผ้าใหม่!

กว่าจะเลือกได้ชุดที่ถูกใจ พิราอรก็แทบจะยกทั้งตู้เทออกมาดู ในที่สุดเธอก็เลือกชุดเดรสเข้ารูปสีดำคอเสื้อคว้านลึกเกือบเห็นเนินอก ความสั้นของชุดเสมอเข่า ผ่าข้างขึ้นมาเล็กน้อย ตัวเสื้อปักเลื่อมระยับยามกระทบกับแสงไฟ ดูแล้วก็เหมาะกับการไปดูงานนอกรอบที่บาบิโลนดี เธอหมุนตัวเช็คความเรียบร้อยหน้ากระจกบานใหญ่ จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมอีกตัวมาสวมทับ แค่นี้ก็ไม่โป๊ ไม่น่าเกลียด ไปลุยได้

บาบิโลนในคืนวันอาทิตย์คึกคักไม่ต่างจากวันอื่น เหล่านักเที่ยวยังคงเข้ามานั่งดื่ม เต้นรำกันแน่นผับ พิราอรถูกตรวจค้นอย่างละเอียดตรงทางเข้า พอผ่านด่านนั้นมาได้ก็ต้องมายืนงุนงงเหมือนหลุดเข้าสู่โลกใหม่

ผับบาบิโลนมีทั้งหมดสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องกระจกขนาดใหญ่ ที่ทำงานของผู้บริหาร โดยชั้นล่างจะเป็นโถงกว้าง กลางโถงนั้นจะเป็นพื้นที่ว่าหน้าเวที ส่วนรอบยกระดับขึ้นสูงกว่าส่วนกลางขึ้นมา มีโต๊ะสำหรับลูกค้าและแบ่งโซนไว้อย่างชัดเจน ตรงข้ามกับเวทีจะมีบาร์เครื่องดื่ม มีเก้าอี้ทรงสูงตั้งไว้สำหรับลูกค้าที่ไม่เปิดโต๊ะใหญ่ เห็นได้ชัดว่าตรงนั้นจะมีสาวๆ มากเป็นพิเศษ อาจเพราะบาร์เทนเดอร์รูปหล่อ 3-4 คนที่ยืนอยู่หลังบาร์ก็เป็นได้

พิราอรพยายามมองหาที่ว่างสำหรับตัวเอง แต่เพราะมันมืดมาก ด้วยความที่ไม่คุ้นเคย และแสงสว่างที่พอทำให้มองเห็นก็มีเพียงแสงสลัวกับไฟสีที่หมุนไปมาน่าเวียนหัว

  “ขอโทษนะคะ ได้จองโต๊ะไว้หรือเปล่า” พนักงานสาวเดินเข้ามาสอบถาม พิราอรส่ายหน้าปฏิเสธ อีกฝ่ายจึงถามต่อ “มากี่ท่านคะ”

“คนเดียวค่ะ”

“จะเปิดโต๊ะเลยไหมคะ”

“ค่ะ เปิดเลย ขอมุมสงบๆ เสียงไม่ดังมาก”

พนักงานมองหน้าเธอครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกว้าง “งั้นเชิญด้านนี้เลยค่ะ” 

พิราอรเดินหลบผู้คนตามหลังพนักงานสาวคนนั้นไปจนถึงโต๊ะว่างค่อนข้างจะเป็นมุมอับ ติดกับทางเดินไปห้องน้ำ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนที่มาแบบฉายเดี่ยว หญิงสาวไม่ดื่มแอลกอฮอล์จึงสั่งน้ำอัดลมและยินดีที่จะจ่ายเงินค่าเปิดโต๊ะโดยที่ไม่รับเครื่องดื่ม ใจจริงอยากสั่งน้ำผลไม้มากกว่าแต่คิดแล้วมาเที่ยวผับ จะมานั่งจิบน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพก็ดูจะชอบกลอยู่

ไม่นานพนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแล้วมองเธอยิ้มๆ โค้งกายให้แล้วถอยกลับไป พิราอรเริ่มมองสำรวจบรรยากาศรอบตัว เสียงเพลงยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม เธอกลืนน้ำลายเพราะรู้สึกว่าหูอื้อ

“เสียงดังชะมัด นี่มันเกินค่าปกติหูคนจะรับได้แล้วนะ”

สมุดโน้ตเล่มน้อยถูกดึงออกมาจากกระเป๋าสะพายที่วางข้างตัว หญิงสาวก้มจดปัญหาที่คิดว่าจะต้องแก้ไข ข้อแรกเรื่องเสียงดังนี่แหละ ต่อมาก็เรื่องแสงสว่าง เวลาผ่านไปเธอยังคงนั่งเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงวัยของกลุ่มลูกค้า เครื่องดื่ม กับแกล้ม สลับกับการก้มๆ เงยๆ เดี๋ยวมองเดี๋ยวจด ไม่สนใจผู้ใด แม้ว่าจะมีหลายคนที่เดินผ่านไปเพื่อเข้าห้องน้ำจะปรายตามองอย่างสงสัยก็ตาม

ชินดนัยใจตรงกันกับพิราอรเพียงแต่ต่างคนต่างไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมา ชายหนุ่มมาจากภูเก็ตได้หลายวันแล้ว มาถึงเขาก็กลับมาทักทายเพื่อนเก่าที่เคยร่วมงานกัน รำลึกความหลังและสังเกตพฤติกรรมลูกค้าไปด้วย เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องการมาเป็นพี่เลี้ยงให้เจ้าของผับคนใหม่ ให้ทุกคนเข้าใจว่ามาเที่ยวเท่านั้น

และในขณะที่พิราอรคร่ำเคร่งจดสิ่งที่เธอต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ที่โต๊ะ พี่เลี้ยงจอมเลื้อยอย่างชินดนัยก็กำลังคลอเคลียอยู่กับสาวนักเที่ยวนางหนึ่งที่เพิ่งจะพบหน้ากันชั่วโมงก่อน 

เมื่อไฟรักจุดปะทุคุกรุ่นได้ที่ ชายหนุ่มกระซิบชวนคู่เต้นให้ไปหาที่เงียบๆ คุยกันสองคน ทั้งคู่สบตากันรู้ซึ้งถึงความนัยคำพูดนั้น นอกจากรอยยิ้มขัดเขินเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีคำปฏิเสธใดหลุดออกมาจากปากสาว อาการสมยอมนั้นทำให้เขาโอบประคองคู่เต้นที่ดูเมามายไม่ได้สติแบบปัจจุบันทันด่วนมาทางห้องน้ำ ซึ่งทางนั้นจะต้องผ่านโต๊ะของแม่สาวเรียบร้อยที่เหมือนเอาการบ้านจากโรงเรียนมานั่งทำในผับ

 

+++++++++++++++++++++++++++++++

เอาแล้วๆๆ เค้าจะเจอกันมั้ย

คนหนึ่งนัวเนียกะสาว อีกคนนั่งทำการบ้าน55555 

พีชจ๋า วางสมุดปากกา เงยหน้า ล่าผู้ค่ะลู๊กกกกก โอมจงเงย...จงเงยยยยย

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S