บทนำ

ณ บ้านทาวเฮ้าสองชั้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถววัชรพล หญิงสาวที่ดูจากภายนอกไม่บ่งบอกว่าจะมีบุตรโตย่างเข้าวัย21 ปีเลย ใบหน้าเธออ่อนเยาว์ ผิวขาวเนียนดั่งกับกล้วยน้ำว้า รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น  เธอกอดลูกชายที่สูงกว่าเธอมากแม้เธอจะใส่รองเท้าส้นสูงถึงสามนิ้วแล้วก็ตาม

“โทรศัพท์ต้องติดตัว แม่โทร. ปุ๊บ เกื้อต้องรับปั๊บเลยนะ อย่าให้แม่ต้องรอสายนานนะ เดี๋ยวแม่จิตตก”

“ครับแม่ เข้าใจแล้วครับ”

“แม่ไม่อยากไปเลย ไม่เข้าใจเลยทั้งๆที่แม่ก็ขอแล้วย้ำแล้วว่า ไม่ขอออกงานต่างจังหวัด” ปากจิ้มลิ้มสีแดงสดจากการแต่งแต้มด้วยลิปสติกยิ่งทำให้เธอดูเจิดจรัสยามขยับไปมา

“ผมโตแล้วครับ ผมอยู่ได้” เกื้อ หรือ นภัทร มองแม่ด้วยความรักใคร่และเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด

“แต่แม่อยู่ไม่ได้...” พูดจบก็รัดวงแขนกอดลูกชายไว้แน่น ระดับความสูงที่แตกต่างกัน ทำให้เกื้อต้องโน้มตัวลงและซบใบหน้าที่ไหล่บอบบางของผู้เป็นแม่

“ไม่เอานะครับ ไม่งอแง รถมารอนานแล้ว เกรงใจคนในรถนะครับ”

“รู้แล้วๆ รายงานสถานการณ์ทุกอย่างด้วยนะ กินข้าวกับอะไร กลับถึงบ้านตอนไหน” เกื้อต้องยิ้มเมื่อมองใบหน้าแม่ ผู้หญิงที่ดูภายนอกบอบบาง เธอคนนี้แหละแม่เขา แม่แท้ๆที่อุ้มท้องและเลี้ยงเขามาเพียงลำพัง แม่ที่ไม่ยอมแพ้ ไม่จำนนต่อโชคชะตา ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือคนที่เข้มแข็งอย่างที่เขายกให้เธอเป็นฮีโร่ในดวงใจได้เลย


 


ครืนนนน ประตูรถตู้ที่มารอรับผู้โดยสารปิดลง คนในรถที่ไม่ได้รู้สึกว่าการรอคอยมันนานแสนนานเลย เมื่อมีอาหารตาสร้างความเจริญหูเจริญตาให้หัวใจชุ่มช่ำ

“นั่นลูกชายแกเหรอ” สมาชิกในวงเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ รู้มาว่าเพื่อนร่วมงานมีบุตรชาย แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนที่ได้เห็นเมื่อสักครู่

“ใช่! เกื้อ ที่เคยพูดถึงนั่นแหละ”

“ใจ ใจ ใจ ใจ...” คนที่ถูกเอ่ยหันไปมองเพื่อนร่วมงานด้วยความตกใจกึ่งหวาดกลัวเมื่อเห็นอาการบ้าคลั่งของเพื่อน

“เป็นอะไรของแก” ดวงใจ เอ่ยถามอย่างหวาดผวาระคน

“ลูกชายแก น่าจะไปอยู่ในแก้ง ก็อตเซเว่น แบมแบม จินยอง ยองแจ...แนวนั้นเลย”

“ไร้สาระ”

“อายุเท่าไหร่แล้ว”

“ย่าง 21”

“สูงยาวเข่าดีมาก  จมูกโด่ง ตาคมหวานเหมือนแก ผิวขาวก็เหมือนแก แต่ความสูงใหญ่ไม่น่าจะมาจากแก”

“ฉันให้ลูกกินนม กินข้าวครบสามมื้อ ไม่โตก็แปลกแล้ว”

“ทำไมฉันไม่มีลูกหน้าตาดีแบบนี้บ้างนะ” ดวงใจหันไปมองเพื่อน

“กิ๊ก แกมีแฟนก่อนดีมั้ย”

“สามหาว” ดวงใจยิ้มขัน และก้มหน้าพิมพ์ข้อความส่งหาลูกชายสุดที่รักว่ามาถึงสนามบินแล้ว


 

เกื้อตอบกลับข้อความของแม่ ‘เดินทางปลอดภัยครับ...รักแม่เหมือนทุกวัน’ และเขาก็ได้สติ๊กเกอร์ตอบกลับมาว่า ‘รักลูกแม่ที่สุด’ เกื้อเดินเข้าห้องนอนแม่ รื้อผ้าปูที่นอนผ้าห่มออกมาเพื่อจะเอาไปซัก บ้านหลังใหม่ที่พวกเขาแม่ลูกพึ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงสามเดือน บ้านที่แม่ซื้อด้วยเงินที่ตรากตรำทำงานมานานหลายปี ทั้งๆที่แม่ไม่ได้อยากจะมาอยู่ที่นี่แต่เมื่องานรายได้ดีส่วนใหญ่จะอยู่ที่เมืองหลวง พวกเขาจึงพยักหน้ากันว่าจะลงหลักปักฐานเป็นคนกรุงนับแต่นี้ต่อไป และแม่ก็เห็นว่าเขาควรจะได้เรียนหนังสือแบบจริงๆจังสักทีด้วย ก็เขาอายุ21 แล้วแต่พึ่งจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเอง แม่ต้องเดินทางย้ายไปโน้นไปนี้แบบนี้มาหลายปี เขากับแม่ไม่เคยต้องแยกกันอยู่ จึงทำให้เขาต้องย้ายโรงเรียนตลอดจึงใช้เวลานานกว่าจะจบระดับมัธยม

เกื้อนำชุดเครื่องนอนยัดใส่เข้าไปในเครื่องซักผ้าและเดินกลับมาที่ห้องนอนเขาเอาผ้าคลุมเตียงผืนใหม่ในตู้มาคลุมที่นอนไว้ แม่ไปนานเกือบสองสัปดาห์ เขาจึงยังไม่เอาชุดผ้าปูชุดใหม่มาปูในตอนนี้ ต่อจากนั้นเขาก็ทำความสะอาดห้องนอนและห้องน้ำของแม่ หน้าที่ทำความสะอาดบ้านเป็นของเขา

“ให้แม่จ้างแม่บ้านทำความสะอาดแบบครั้งคราวมาดีมั้ยเกื้อ ลูกจะได้ไม่เหนื่อย”

“ไม่ต้องหรอกแม่ บ้านใหม่แบบนี้ไม่ได้สกปรกอะไร อีกอย่างเราก็อยู่กันแค่สองคนไม่ได้ทำสกปรกอะไรด้วย ปัดๆถูๆ นิดๆหน่อยๆ ก็สะอาดแล้ว”

“ก็ได้จ๊ะ งั้นเสื้อผ้าเกื้อก็ส่งซักที่ร้านซักรีดหน้าหมู่บ้านนะลูก”

“ครับ” หลังจากที่ตกลงกันในตอนที่ย้ายเข้ามาอยู่กันในช่วงแรกๆ เสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเขากับแม่ เขาก็ส่งซักเพราะเรื่องการรีดผ้าเขาเองก็ไม่ได้ถนัดมากนัก


 

“ป้าเนียนครับ” เกื้อปั่นจักรยานออกจากบ้านพร้อมกับถุงผ้าที่ใส่แล้ว เมื่อมาถึงร้านซักรีดหน้าปากซอยหมู่บ้าน ไม่เห็นหญิงร่างท้วมเจ้าของร้านเขาจึงต้องตะโกนเรียก

“เกื้อเหรอ...รอแป็บหนึ่งจร้า” มีแต่เสียงตอบกลับ เกื้อขานรับและวางถุงผ้า รอไม่ถึงนาทีป้าเนียนก็เดินออกมา

“เอาผ้ามาส่งเองเหรอ”

“ครับ พอดีผมจะออกมาซื้อของที่ซุปเปอร์นะครับ”

“เหรอ จะไปซุปเปอร์เหรอ ยังไงก็ระวังตัวหน่อยนะลูก เมื่อวานนี้มีเด็กวัยรุ่นชกต่อยกันที่หน้าซุปเปอร์ พวกลูกคนรวยหมู่บ้านข้างๆนี่แหละ ถ้าเราเจอก็ห่างๆออกมาหน่อยนะ...เด็กสมัยนี้ใจร้อนเลือดร้อนกันจริงๆ”

“ครับ” เกื้อขานรับอย่างเข้าใจในความหวังดีของป้าเนียน

เกื้อออกจากร้านซักรีดปั่นจักรยานเพื่อจะไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ห่างจากหมู่บ้านประมาณสองร้อยเมตร


 

“เอ่อ ขอโทษค่ะ ยังจำหน่ายไม่ได้นะคะ”

“หมายความว่าไง ที่จำหน่ายไม่ได้”

“คือมันมีป้ายบอกไว้นะคะ ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องจำหน่ายหลังห้าโมงเย็นนะคะ ถ้านับจากเวลานี้”

“แต่กูจะกินตอนนี้”

“ไม่ได้ค่ะ ทางร้านจำหน่ายให้ไม่ได้จริงๆค่ะ มันผิดกฎหมาย” แคชเชียร์หลบสายตากราดเกรี้ยวของลูกค้าตรงหน้า ในใจเธอคิดแต่เพียงว่าเสียดายความหน้าตาดีของเขา

ปิ้งป่อง เสียงประตูหน้าร้านร้องเตือนเมื่อมีลูกค้าเข้ามา พนักงานประจำแคชเชียร์หันไปมองตามความเคยชิน โดยที่ยังมีลูกค้าคือพระเจ้ายังคงยืนเด่นเป็นสง่าไม่สนใจผู้เข้ามาใหม่

ผลึก! เสียงเปิดกระป๋องเครื่องดื่มดังแทรกเรียกความสนใจของแคชเชียร์ อึกอึกอึก เครื่องดื่มสีอำพันถูกกรอกลงคออย่างไม่สนใจสายตาคนทั้งร้านที่หันมามองเขากันอย่างพร้อมเพรียง

“กฎหมายไม่ให้จำหน่าย แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามกิน”

เกื้อที่เดินเข้ามาล่าสุด หันไปมองลูกค้าตัวสูงในชุดเสื้อยืดเข้ารูปสีดำกางเกงยีนส์ตามแฟชั่นสีดำเช่นกันทำให้เขาน่ามองอย่างช่วยไม่ได้ แต่ความเกเรของเขาสร้างความหวาดหวั่นให้กับคนในร้าน

“พี่เกื้อ พี่เกื้อ” เสียงเรียกจากหลังชั้นวางสินค้าของหญิงสาวร่างเล็ก เธอไม่กล้าตะโกนแต่เสียงเรียกที่แหบๆนั่น เขาก็พอได้ยิน เมื่อเขาหันไป เธอก็กวักมือเรียกให้เขาเดินไปหาอย่างร้อนรน

“กระต่ายมาซื้อของเหรอ” เกื้อทักทายตามปกติ

“อื้ม มาหาขนมกิน แต่ดันมาเจอแจ็คพอต”

ฮาฮาฮา “ซื้อหวยมาเหรอ”

“ไม่ตลกเลยนะพี่เกื้อ” กระต่ายเป็นเพื่อนเรียนที่มหา’ลัยเดียวกันกับเขา อย่างบังเอิญที่บ้านอยู่หมู่บ้านเดียวกัน กระต่ายเรียนตามเกณฑ์ปกติ แม้จะเรียนรุ่นเดียวกันแต่กระต่ายก็ให้เกียรติเขาที่อายุมากกว่าเธอหลายปี จึงเรียกเขาว่าพี่

“ก็จะไปรู้เหรอ” เกื้อยิ้มขบขันกับท่าทางของกระต่ายที่ดูตื่นตูม

อร้าย!!! แต่จู่ๆ ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ กระต่ายก็ดึงแขนเกื้อถอยหลังและเดินเลี้ยวไปอีกทาง เพื่อย้ายตัวเองและตัวเขาไปอยู่อีกช่องทางหนึ่ง เมื่อเขาหันหลังกลับมาก็พบกับเขาคนนั้นเดินผ่านหน้าไป แววตาไร้ซึ่งไมตรีจิตของเขาสบประสานกับสายตาของเกื้อพอดี แต่เพียงแค่ชั่วแว็บเดียว เขาคนนั้นก็ผละสายตาออกไปเมื่อเขาเดินมาถึงตู้แช่ เขาหยิบน้ำเปล่าออกมาและเดินกลับไปยังแคชเชียร์

เกื้อมองตามเห็นเขาควักแบ้งร้อยออกมาและวางไว้ที่หน้าแคชเชียร์ที่บนนั้นยังมีกระป๋องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เย็นๆ ที่คงเหลือแต่กระป๋องเปล่าหนึ่งกระป๋อง

“คิดเงินค่าน้ำเปล่า ส่วนเงินทอนที่เหลือก็เก็บไว้รอจ่าย...อันนี้” พูดพร้อมกับยื่นขวดน้ำไปตรงหน้าแคชเชียร์ที่สะดุ้งตกใจอย่างไม่ปิดบัง


 

“ร้ายกาจจริงๆ”

“รู้จักเขาเหรอ”

“เตวิน ลูกชายคุณคงทรัพย์  บ้านเขาก็อยู่หมู่บ้านถัดจากเราไปนี้แหละ ลูกคนรวยเต็มฉบับจริงๆ”

“กระต่ายรู้จักเขาเหรอ” เกื้อย้ำถามอีกครั้ง

“เป็นการส่วนตัวไม่หรอกคะ ก็เคยเห็นแบบนี้แหละค่ะ ผ่านหน้าผ่านตา เดินสวนกันไปมา แต่ที่รู้จักชื่อเพราะเมื่อวานนี้เขามีเรื่องชกต่อยกันที่นี่ เหลือเชื่อเลยเนอะว่ายังกล้ามาเดินที่นี่อีก” เกื้อพยักหน้ารับรู้ไม่ได้ตอบกลับอะไร และเมื่อหันกลับไปมองเขาคนนั้นอีกครั้ง เกื้อก็มองเห็นผ้าพันแผลที่ท่อนแขนข้างซ้ายและมือข้างซ้ายของเขาก็ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลเช่นกัน

ปิ้งป่อง เสียงร้องประตูดังเมื่อกำลังจะมีผู้ออกจากร้าน แต่จู่ๆเขาก็หยุดชะงัก หันกลับมา สายตาเข้มไม่จำเป็นต้องกวาดมอง ร่างสูงของเขาก็มองเห็นร่างสูงของอีกคนที่โดดเด่นอย่างชัดเจนแม้จะอยู่ในชุดธรรมดาเสื้อยืดสีขาวกางเกงสามส่วนสีเขียวอ่อน ดวงตาทั้งสองสบประสานกันอีกครั้งซึ่งครั้งนี้นานกว่าครั้งแรกหลายเท่านัก

เกื้อเลิกคิ้วเมื่อเขาเห็นเขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากร้านไป แต่เกื้อยังคงมองตามหลังเขา เขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซด์คันใหญ่รูปทรงชวนมองเสียงท่อดังแตกต่างกับรถมอเตอร์ไซด์ที่ผ่านไปผ่านมาทั่วไปที่ดังเล็ดรอดเข้ามาในร้านเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะขี่มันจากไป


 

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S