แรกเริ่ม [1/2]

วันปกติกับเขตรั้วมหา’ลัย เกื้อและกระต่ายที่มักจะเดินทางมาพร้อมกันตั้งแต่ที่รู้จักกันและกัน แต่เมื่อมาถึงห้องเรียนต่างก็แยกย้ายกันไปนั่งยังที่ประจำของตนกระต่ายจะแยกไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนสนิท แม้ในห้องเรียนจะรู้จักกันแต่ก็จะมีการแบ่งกลุ่มย่อยๆยกระดับความสนิทที่มากขึ้นไปอีกก็เป็นปกติทั่วไป

ณ ห้องเรียน สาขาวิชาคอมพิวเตอร์อาร์ต ยามที่อยู่ในห้องเรียนที่ต้องใช้สายตาจับจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตลอดเวลา เกื้อต้องสวมใส่แว่นตาจนเป็นความเคยชิน ขณะที่อาจารย์กำลังตั้งใจสอนเทคนิคและการใช้เครื่องมือต่างๆของโปรแกรมให้เหล่านักศึกษาวิชาเอกอย่างขมักเขม้นทั้งผู้สอนและลูกศิษฐ์ที่ต้องทั้งจดและฝึกทำตามให้ทัน จนกระทั่ง...

“ขออนุญาตครับ” เสียงจากประตูทางเข้าที่ถูกผลักเข้ามา

“เตวิน เข้ามาสิ” อาจารย์เอ่ยกับคนที่เอ่ยขออนุญาต เรียกความสนใจของเกื้อให้หันไปมองร่างสูงที่ก้าวย่างเข้ามาในทันที เขาสวมชุดยูนีฟอร์ม แสดงว่าเขาก็เป็นนักศึกษาของที่นี่อย่างแน่นอน

! แม้ตรงที่นั่งด้านนักศึกษาแสงไฟจะไม่ได้สว่างนัก แต่เกื้อก็ยังสามารถประสานสายตากับเขาคนนั้นได้อีกครั้ง แม้เขาจะเดินเข้าไปหาอาจารย์พร้อมกับในมือมีแฟ้มเล็กๆ

“เราเนี่ยนะจริงๆเลย อาจารย์ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงชอบทัณฑ์บนนักนะ” อาจารย์รับแฟ้มในมือเขาไปและขีดเขียนอะไรไม่นานก็ส่งแฟ้มคืนให้กับเขา “ไปหาที่ว่างนั่ง ขอดูจากเพื่อนที่นั่งข้างๆได้ แต่อย่ารบกวนเพื่อนเป็นอันขาด”

“ครับ” เตวินขานรับและเดิน เดินไปอย่างไม่เร็วและไม่ช้า ผลุ๊บ! เกื้อหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ ปกติวิชาแบบนี้พวกนักศึกษาในห้องเรียนต่างก็จะนั่งแยกกันเป็นปกติ เพราะต่างก็ต้องการสมาธิกันอย่างมาก

อาจารย์เริ่มเดินหน้าต่อ แต่คราวนี้เกื้อกลับแตกต่าง จู่ๆสมาธิของเขาก็ไม่รู้หายไปไหน หลายนาทีผ่านไปการสอนเข้มข้นเรื่อยๆ แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของเกื้อกลับไม่ขยับก้าวหน้าตามหน้าบอร์ดของอาจารย์

“ถ้าไม่ทำอะไรเลย หน้าจอของคุณก็จะไม่มีทางเหมือนกับของอาจารย์” เตวิน เอ่ยกระซิบเบาๆ เมื่อเขาต้องโน้มกายลงมาจากที่นั่งพิงพนักอยู่เงียบๆ

เกื้อเหมือนได้สติ แม้จะสบตากับเขาอีกครั้งผ่านกรอบแว่น เกื้อก็สามารถละสายตาจากเขาได้ เป็นครั้งแรกที่เกื้อเป็นฝ่ายละสายตาออกมา เมื่อก่อนหน้านี้สองครั้งที่ได้สบตากันเป็นเตวินที่เป็นฝ่ายละออกมาทั้งสองครั้ง เกื้อแอบชำเลืองมองที่ท่อนแขนและมือของเขาที่เมื่อวานที่เจอกันครั้งแรกมีผ้าพันแผลอยู่นั้นตอนนี้มันก็ยังมีอยู่ แผลบนตัวเขาสาหัสมากไม่นะ แต่ดูจากท่าทางอาการของเขาที่ใบหน้านิ่งเฉยคงไม่ได้เป็นอะไรมากแน่ๆ

“พี่เกื้อ” เมื่อหมดเวลาของคาบเรียน กระต่ายที่เรียกกำลังใจให้กับตัวเองนานพอสมควร เธอคิดว่าเธอต้องเป็นวีรสตรีช่วยพี่เกื้อให้จงได้ เพราะนักศึกษาทยอยกันลุกจากที่นั่ง บ้างก็เดินออกจากห้องไปแล้วบ้างก็รอเพื่อนเก็บของอยู่ แต่พี่เกื้อยังคงนั่งอยู่แม้เขากำลังเก็บของแต่ถ้าคนที่มานั่งข้างๆไม่ลุกพี่เกื้อก็ออกจากเก้าอี้ไม่ได้เลย เธอจึงต้องมาเป็นทางเลือกให้กับพี่เกื้อโดยที่เขาไม่จำเป็นร้องขอ

“พี่เกื้อเก็บของเสร็จหรือยัง”

“เสร็จพอดีเลย”

“งั้นเราไปกันเถอะ” กระต่ายแสร้งทำเป็นไม่เห็นเตวิน แต่เกื้อหันไปมองเตวิน ส่งสายตาสื่อความหมายบอกให้เขาขยับ

“ขอโทษครับ” เสียงเอ่ยออกมาอย่างสุภาพในที่สุดเมื่อสายตากับความเงียบไม่ได้ช่วยให้เขาออกไปจากตรงนั้นได้ เตวินชำเลืองหันไปมองเกื้อ ทั้งสองสบตากันอีกครั้งแต่เกื้อกลับมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความดำทมึนในดวงตานั้น พึ่บ! เกื้อขยับออกมาเมื่อเตวินยอมเปิดทางให้

ควับ! กระต่ายคว้าแขนเกื้อกึ่งลากกึ่งดึงเขาออกเดินให้ห่างมาอย่างรวดเร็ว “ค่อยๆเดินก็ได้” เกื้อร้องบอกด้วยความหวังดีกลัวว่ากระต่ายที่วันนี้สวมรองเท้ามีส้นจะหกล้มไปซะ

“ได้ที่ไหนกันเล่า...พี่เกื้อไม่เห็นเหรอว่าสายตาของเขานะ มองพี่เกื้ออย่างกับจะกินพี่เลยนะ”

!!!! เกื้อเบิกตาขึ้นมองกระต่าย “พี่!...”

“พี่เกื้อไม่ใช่ขนมสักหน่อย หิวก็ไปหาอะไรกินสิ...ใช่มั้ย” เกื้อพูดยังไม่ทันจบก็หยุดคำพูดของตัวเองไว้เมื่อกระต่ายพูดต่อโดยที่ไม่หยุดจ้ำอ้าว


 

 

เอี๊ยดดดด เสียงล้อรถบดถนนเสียงดังเข้าโสตประสาตหูของคนที่กำลังเดินออกมาจากประตู เธอหยุดชะงักเมื่อเห็นรถคุ้นเคย แต่จะเดินต่อก็ย่อมทำได้แต่เธอจะออกไปอย่างปลอดภัยได้อย่างไรกัน ลูกชายเจ้าของบ้านกลับมาเร็วเกินไปแล้ว

ปึก ประตูรถกระแทกปิดตามแรงอารมณ์ของคนที่เอาแต่ใจ สายตามองร่างระหงที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่ระหว่างประตู ปัทมากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธออยากจะไปให้พ้นๆสายตาเตวินแทบขาดใจ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอกัน แต่เจอกันกี่ครั้งเธอก็ต้องมีอันต้องเจ็บตัว

วิ่งหนีเธอก็ทำมาแล้ว หวีดร้องขอความช่วยเหลือเธอก็ทำได้ แต่กว่าคนที่กล้ามาช่วยเธอจะมาถึงตัวเธอได้ เธอก็ได้รับบทเรียนจากเขาไปแล้ว ‘ไหนบอกว่าลูกชายจะกลับช้าไงว๊ะ’ ปัทมาคิดอย่างโมโห

บรรยากาศเริ่มวังเวงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเตวินอยู่ห่างจากปัทมาแค่ไม่กี่ก้าว “เธอนี่ช่าง...” ปัทมากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง “นับถือเลยว่าเงินของพ่อฉันเนี่ย ทำให้เธอเป็นคนทนมือทน...ีน” Teen

กร็อก กร็อก

!!!! ปัทมาตัวสั่น อาการหัวหดเป็นอย่างไรนั้น เธอรู้ดีเพราะตอนนี้เธอกำลังเป็นแบบนั้น ก็เธอเป็นแค่ผู้หญิงจะไปสู้ผู้ชายตัวเท่าเขาได้ยังไง บ้านนี้เขาเลี้ยงลูกด้วยอะไรกัน ทำไมถึงได้มีพฤติกรรมหน้าตัวเมียได้ขนาดนี้


 

“คุณท่านค่ะ”

“มีอะไร” คงทรัพย์เอ่ยกับสาวใช้ในบ้านที่กระหืดกระหอบ

“คุณเต คุณเตค่ะ คุณเตกลับมาแล้วค่ะ” คงทรัพย์เบิกตากว้างขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามอะไรต่อก็เข้าใจสถานการณ์ได้ดี ร่างสูงภูมิฐานเดินออกจากห้องหนังสือไปอย่างรวดเร็ว

กรี๊ดดดดด เสียงกรีดร้องดังลั่น คุณคงทรัพย์แทบจะเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปยังต้นเสียงให้เร็วขึ้นอีก เขาตกใจอีกครั้งกับภาพที่ได้เห็น เมื่อปัทมานั่งอยู่กับพื้นเนื้อตัวเต็มไปด้วยดินโคลนที่คงมาจากกระถางต้นไม้แถวนั้นเป็นแน่

“แยกๆๆๆ” คุณคงทรัพย์เข้าเอาตัวไปขวางดินจากกระถางต้นไม้อีกระรอกไว้ ซึ่งเตวินก็ชะงักไว้ได้ทัน ปัทมาร้องไห้อย่างหนักแต่เธอรู้ว่าเรื่องก็จบเพียงเท่านี้ เธอเจ็บตัว ได้เงินทำขวัญและแยกย้าย เธอไม่เคยลืมคำพูดของคุณคงทรัพย์

‘เมื่อเตโตขึ้น เขาจะเข้าใจผม’ ซึ่งตอนนั้นที่เธอได้ยิน เธอก็รู้โดยทันทีว่าถ้ายังอยากได้ความสบายจากคุณคงทรัพย์ เธอก็ต้องอดทนและเรียนรู้วิชาหลบเลี่ยง แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมาสองปีแล้ว เธอเจ็บมาไม่น้อยแต่ก็เป็นการเจ็บเล็กๆน้อยๆ แต่ความเจ็บใจที่สะสมอยู่มันล้นเอ่อจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

สองปีที่เกาะแข้งเกาะขาคุณคงทรัพย์มา เธอไม่เคยได้ยินพ่อลูกทะเลาะกันเลย เพราะคนที่อยู่ตำแหน่งพ่อจะยอมลงให้กับลูกเสมอ ลูกที่โตมากแต่ยังมีพฤติกรรมเหมือนเด็กมีปัญหา

“เต พอแล้ว” คงทรัพย์ขวางลูกชายที่เหมือนจะไม่จบ “พ่อแค่ให้ปัทเอาเอกสารมาให้เท่านั้น”

“เหรอครับ! วันนี้สวมตำแหน่งแมสเซ็นเจอร์ รู้สึกว่าเธอจะตกต่ำหรือต่ำทรามมากขึ้นทุกวันเลยนะ”

“เข้าบ้านไปได้แล้วเต” เตวินยิ้มเยาะใส่ปัทมาก่อนที่จะเดินเข้าบ้านไปอย่างไม่เดือดร้อน เรื่องราวแบบเดิมที่เกิดขึ้นหลายครั้งและจบลงเหมือนเดิม สำหรับคงทรัพย์เงินเขาจ่ายได้ไม่เสียดายเลย แต่เขาไม่มีทางทำร้ายร่างกายลูกชายเพียงคนเดียวที่เขารักไปไม่น้อยกว่ารักตัวเขาเอง แต่เรื่องบางเรื่องลูกชายเขาก็เกินกว่าจะเข้าใจ ทั้งๆที่ก็โตเป้นผู้ใหญ่คนหนึ่งแล้ว


 

“พี่ปัท กลับมาแล้วเหรอ” เสียงที่มาก่อนตัว เสียงฝีเท้ากำลังก้าวลงมาตามบันได  หมับ! ฝ่ามือขาวๆถูกยื่นมาตรงหน้าปัทมาที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับ ในตอนแรกเธอไม่ได้สนใจพฤติกรรมของปิยะหรือปีน้องชายแท้ๆของเธอเอง แต่เมื่อเสียงที่ตามมาประกอบท่าทาง “ขอตังค์หน่อยสิ”

“นี่! ไอ้ปี แกเป็นน้องประสาอะไร ดีแต่ขอเงิน เคยสนใจฉันที่เป็นพี่สาวของแกบ้างมั้ย ถามจริง! แกไม่เห็นสภาพของฉันตอนนี้หรือยังไง...ห๊า!!!” ปีผงะและเอามือปิดหูไว้แทบไม่ทันกับเสียงแผดแปดหลอดของพี่สาว

“พี่ปัทอ๊ะ! ก็เพราะน้องเห็นไงละครับถึงแบมือขอเงิน พี่กลับมาสภาพแบบนี้แสดงว่าพี่ต้องได้จากท่านคงทรัพย์มาไม่น้อยแน่ๆ” ปัทมามองน้องชายด้วยแววตาที่ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาออกแน่นอน

“แกเห็นฉันเป็นอะไรไม่ทราบ”

“โถ่ววววว....พี่สาวบังเกิดเกล้าไงครับ พี่จะให้ผมทำไง ตอนผมบอกว่าจะแก้แค้นให้พี่ก็ไม่เอาเอง”

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากแก้แค้น แต่ฉันกลัวว่าเรื่องมันจะสาวย้อนกลับมาเจอฉันต่างหาก”

“พี่เชยมาก...วิธีเก่าๆ มันเอ้าท์ไปแล้วครับ”

“ไหนลองบอกมาสิว่าแกมีวิธีแบบไหน ถ้ามันน่าสนใจฉันยินดีจ่าย”

“บริษัทกำจัดเสี้ยมหนาม”

“ห๊า! บริษัทกำจัดเสี้ยมหนาม เนี่ยนะ พึ่งจะเคยได้ยิน”

“ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียง แต่รับประกันว่าทีมงานของบริษัทนี้สนองความต้องการให้กับลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยมแน่ๆ”

“ก็ได้ก็ได้ ฉันเชื่อแก แต่แกต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องนะ”

“แน่นอนครับว่าจับมือใครดมไม่ได้ ว่าแต่พี่อยากได้แบบไหนละครับ แบบไม่พริกหรือพริกกี่เม็ด”

“อะไรของแก พริกไม่พริก”

“ก็ความสาหัสไงครับ แบบไม่พริกก็คือแบบกินเผ็ดไม่ได้เลยก็หนักเลยแหละ แบบพริกกี่เม็ดก็พี่ก็ลองคิดดูสิครับว่าถ้ายังกินเผ็ดได้ตามปริมาณจำนวนเม็ดพริก ยิ่งพริกมากก็แบบไม่สาหัส” ปัทมายิ้มออกมาทันที “และยังมีแบบให้เลือกอีกด้วยนะครับว่าจะซื้อเป็นแพ็คเกตหรือจะแค่ครั้งเดียว”

“งั้นฉันซื้อแบบแพ็คเกต ค่อยๆลดจำนวนพริกลงมาเรื่อยๆ สัญญายาวสักสามเดือนเป็นไง”

ฮาฮาฮา ปิยะหัวเราะออกมาพร้อมพยักหน้า “ตกลงครับ คราวนี้พี่สาวผมก็รอรับสินค้าได้เลยครับ”

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S