ครอบครัว [1/3]

“ผมขอโทษ” คงทรัพย์เอ่ยเป็นคำแรกเมื่อเตวินเดินลงจากรถและวิ่งเข้าไปนั่งคุกเข่า แนบใบหน้าลงบนตักแม่ที่นั่งบนวิลแชร์ ฝ่ามืออบอุ่นของแม่ลูบศีรษะบุตรชายด้วยความรักที่ไม่มีขีดจำกัด

“เต เมื่อไหร่จะเลิกทำให้พ่อเขาต้องลำบากใจและเอ่ยขอโทษแม่แบบนี้สักที” เตวินไม่มีเสียงตอบ เขาหลับตาเหมือนพร้อมจะหลับได้อีกครั้งยิ่งได้หนุนตักแม่แล้วเขาไม่อยากลุกจากไปไหนเลย “เต ลูกตัวรุมๆ เข้าไปนอนในห้องแม่เดี๋ยวแม่ให้พี่จิมไปเปิดหน้าต่างรับอากาศบริสุทธิ์ดีกว่า”

เตวินว่านอนสอนง่ายกับแม่หรือคุณมณีเสมอ ห้องนอนของแม่มีระเบียงที่ด้านนอกจะปลูกต้นไม้ที่สร้างคุณประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิเช่น เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ที่มีคุณลักษณะในการดูดสารพิษในอาคาร ปาล์มไผ่เป็นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศได้ดีมาก และอีกมากมายที่พี่จิมจะจัดหาจัดการเพื่อคุณแม่

“มาทั้งชุดนอนแบบนี้ ก็ดื่มนมซักหน่อยนะคะ และขอพี่วัดไข้ด้วยนะจ๊ะ” พี่จิมเป็นบุตรบุญธรรมของแม่ พี่จิมเรียนจบพยาบาล ตั้งแต่ที่แม่ประสบอุบัติเหตุเมื่อสิบห้าปีก่อนพี่จิมก็ลาออกจากพยาบาลมาอยู่ดูแลแม่ที่บ้านสวนแถวท่าน้ำนนท์ แม่ยังมีบ้านพักบนดอยที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านจะไปๆมาๆ แล้วแต่ภูมิอากาศของเมืองไทย 

“พร้อมฉบับทันใจ พ่อโทร. มาแน่ๆ”

“ก็รู้นิค่ะว่ามีคนเขารักและเป็นห่วง” เตวินเมินหน้าไปทางอื่นเลี่ยงสายตาล้อเลียนของพี่จิม “38.5 มีไข้นะคะ ไหนขอพี่ดูแผลหน่อย” เตวินนั่งนิ่งหยิบแก้วนมขึ้นมาดื่มจนหมด พี่จิมเปลี่ยนผ้าปิดแผลให้ใหม่ก่อนออกจากห้องไป “นอนหลับอีกสักตื่น ก็หายแล้ว”

เตวินยิ้ม พี่จิมไม่เคยเปลี่ยน เห็นว่าเขาเป็นเด็กชายเตวินตลอดเวลา ทั้งๆที่เขาอายุ25 แล้ว บ้านหลังนี้ทำให้เขาคิดถึงบ้านอีกหลังที่เขาจากมาตอนเช้ามืดโดยไม่ได้เอ่ยลา ดูจะเสียมารยาทสักหน่อย แต่มันเช้ามากและเขาก็รู้สึกไม่ค่อยดีเลยรีบออกมา ไม่อยากต้องให้ตัวเองเป็นภาระกับเกื้อที่พึ่งรู้จักกันได้แค่วันเดียว มันดูจะเร็วไปหน่อย ป่านนี้ไม่รู้เป็นไงบ้าง และวันนี้เขาไม่ได้เข้าคลาสเรียนเดียวกับเกื้อ ก็ไม่ใช่วิชาเลือกหรือวิชาหลักแต่เขาถูกทำทัณฑ์บนให้ต้องไปใช้เวลากับชั่วโมงเรียนที่นั่น โชคชะตา

 

 

 

เกื้อเริ่มทนกับตัวเองไม่ได้แล้ว ที่เอาแต่หันไปมองประตูทางเข้า เวลาล่วงเลยมาขนาดนี้แล้ว เตวินคงไม่มาแล้วแน่ๆ แต่ทำไมพอมีเสียงอะไรที่ประตูเขาก็แอบอดหวังไม่ได้ว่าจะเป็นเตวิน

“ไปกินข้าวกัน” กระต่ายเดินเข้ามาเรียกเมื่อถึงเวลาจบคลาสแต่เกื้อก็ยังนั่งนิ่งๆ แบบเดิม

นักศึกษาเดินออกไปเป็นกลุ่มซึ่งมีเกื้อรวมอยู่ด้วยเมื่อทุกคนต่างก็รู้สึกเหมือนกันคือหิวแล้ว “วันนี้สบายเลยเนอะ ไม่ต้องเจอมารผจญ” เกื้อขมวดคิ้วมองกระต่ายอย่างไม่เข้าใจว่าเธอพูดถึงอะไร

“ฉันหมายถึงคุณเต...ิน” เสียงเบาลงมากเมื่อกระต่ายไม่อยากให้ใครได้ยินว่าเธอกำลังเอ่ยถึงผู้ไม่ควรเอ่ยนาม “เขาลาป่วยนะ เชื่อถือได้”

“ป่วย! รู้มาจากไหน”

เหอะเหอะเหอะ กระต่ายหัวเราะแหย่ๆ เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ “พอดีได้ยินอาจารย์คุยโทรศัพท์ น่าจะเป็นคุณพ่อของคุณเตวิน...อุ๊บ!” จู่ๆ กระต่ายก็ปิดปากตัวเองไว้แทบไม่ทันที่เผลอเอ่ยชื่อที่ไม่ควรเอ่ย

“เขาเคยทำอะไรกระต่ายเหรอ” กระต่ายส่ายหัวไปมาเป็นคำตอบ “อ้าว! แล้วทำไมถึง...” เกื้อไม่ได้อธิบายเป็นภาษาพูดแต่ทั้งเขาและกระต่ายก็เข้าใจเป็นอย่างดี

“…จะว่าไป ก็แค่เรื่องที่เขาชกต่อยที่ซุปเปอร์และเหตุการณ์ในซุปเปอร์วันนั้น ก็ไม่มีช่วงเวลาไหนที่ฉันจะเห็นว่าเขาร้ายกาจเลย แต่ตั้งแต่วันนั้นฉันก็กลัวๆเขาและลดคะแนนความน่ามองลงไปเยอะเลย”

“อย่าพึ่งรีบด่วนตัดสินเขาเร็วนัก  เราไม่ได้รู้จักเขาดี มีอะไรอีกเยอะที่เราไม่เห็น มนุษย์มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี”

“สาธุ...เจ้าค่ะหลวงพี่เกื้อ” เกื้อหลี่ตามองกระต่ายอย่างปรามๆ กระต่ายไม่ใช่เด็กไม่ดี จริงๆแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักคนหนึ่ง หน้าตายังกับเด็กประถม ตัวก็เล็กนิดเดียว ถ้าไม่ใส่ชุดยูนีฟอร์มนักศึกษาก็ดูไม่ออกเลยว่ากระต่ายเป็นนักศึกษาแล้วไม่ใช่นักเรียน

 

 

วันศุกร์บรรจบมาถึงอีกครั้ง ตอนนี้เกื้อเลิกคลาสเรียนภาคเช้าแล้ว แต่กระต่ายขอให้เขารอเธอที่ขอไปทำธุระกับเพื่อนผู้หญิงสักสองสามชั่วโมง เขาไม่ได้มีอะไรที่รีบร้อนอยู่แล้ว เขาจึงตั้งใจเข้ามาหาหนังสือนั่งอ่านฆ่าเวลารออยู่ที่ห้องสมุด

เกื้อเลือกมุมที่ห่างสายตาและไร้คนผลุกผล่าน แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปในมุมที่คิดว่าไม่น่าจะมีใคร เขากลับเจอคนที่นั่งฟุบหน้า มองจากตรงนี้คุ้นๆอย่างแปลกประหลาด เขาไม่เห็นใบหน้านั้น แต่ดูจากความนิ่งสงบน่าจะยังคงหลับอยู่ เกื้อจึงเลือกโต๊ะนั่งที่อยู่ถัดด้านหน้าโต๊ะนั่น

คนที่ฟุบหลับค่อยๆเปิดตาขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปาก เมื่อสายตามองแผ่นหลังของคนตรงหน้า ความจริงแล้วเขาเห็นเกื้อตั้งแต่เดินเลือกหนังสือแล้ว เขาจึงล่วงหน้ามานั่งตรงนี้ เขาคาดการณ์เดาใจเกื้อได้ถูก ที่ว่าเกื้อต้องเลือกมุมที่อับสายตา เตวินขยับนั่งหลังตรงพิงพนักมองอัตลักษณ์ด้านหลังของเกื้อตั้งแต่เส้นผมต้นคอขาวไหล่กว้างรวมไปถึงท่าทางการขยับคอ ขยับมือพลิกหน้าหนังสือ

“ขอโทษนะ มีน้ำเปล่าติดกระเป๋ามาบ้างมั้ย” เกื้อตัวแข็งทื่อกับเสียงและลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดหูและข้างแก้ม เขาเข้ามากระซิบอย่างไม่รู้ตัวเลย

“เต” เกื้อหันไปมองเขา ใบหน้าของพวกเขาห่างกันแค่ฝ่ามือเดียว เขายังรู้สึกถึงลมอุ่นๆของเตที่เป่ารดหน้ารดจมูกเขาเลยด้วยซ้ำ

“หวัดดี” เตวินทักทายกลับเสียงบางเบาโดยไม่ขยับหน้าไปไหนไกลจากใบหน้าเกื้อเลย “หิวน้ำ มีติดตัวมาบ้างมั้ย” เขาย้ำอีกครั้ง

เกื้อรีบผละออกมา ด้วยจังหวะหัวใจที่เปลี่ยนไป มันเต้นเร็วมาก มากกว่าครั้งไหนที่เคยเป็น ไม่เจอหน้ากับเขาตั้งหลายวันไม่คิดว่าพอได้เจอเขาอีกครั้ง ความรู้สึกแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้ มันมากกว่าแค่คำว่าดีใจ

“มีแต่ที่เปิดกินแล้ว” เตวินคว้าขวดน้ำที่เกื้อหยิบออกมาจากเป้อย่างไม่แคร์คำพูดของเกื้อ น้ำที่เหลืออยู่ในขวดเตวินดื่มเข้าไปจนหมด เกื้อมองภาพการดื่มน้ำของเขาจนลืมละสายตาออกมาแม้เขาจะดื่มเสร็จแล้ว

“อ่านอะไรอยู่เหรอ” เตวินที่ทรุดนั่งข้างๆโน้มตัวเข้ามาใกล้เพื่อมาดูหนังสือที่เกื้อเปิดอ่านไปได้สองสามหน้าแล้ว “การแต่งสวน” เตวินเอ่ยออกมาและพอนึกถึงบ้านของเกื้อ บ้านที่ยังไม่มีต้นไม้สักต้นเลย

เกื้อไม่ได้ตอบคำถามอะไรเตวิน แต่ยอมให้เตวินดึงหนังสือบ้านและสวนไปดู ส่วนตัวเขามองจุดที่มีพลาสเตอร์ยาแปะอยู่ที่ “ตัดไหมแล้วนิ”

“อื้ม พอดีมีพยาบาลดีนะ” เตวินพูดตามความจริง หลายวันที่ผ่านมาเขาได้รับการดูแลอย่างดีจากพี่จิม ทำให้แผลแตกที่เย็บแค่สามเข็ม ดีขึ้นจนพี่จิมเป็นคนตัดไหมให้เองเมื่อเช้านี้ แต่คำพูดของเตวินกลับทำให้คนฟังเพียงหนึ่งเดียวหน้าสลดลงทันที

“ดีแล้ว” แต่เกื้อก็อุตส่าห์เอ่ยแสดงความคิดเห็นของตัวเอง แต่แค่สองคำของเขากลับทำให้คนที่สนใจวิธีการเลือกพันธ์ุไม้เงยหน้าขึ้นมา

“แน่นอนว่าต้องดีอยู่แล้ว มีพี่สาวเป็นพยาบาลทั้งคน” เกื้อกระพริบตาทันที เตวินยิ้มออกมาอย่างขบขันกับสีหน้าและแววตาของเกื้อที่เปลี่ยนไปทันที

“พี่สาว แต่ผมได้ยินมาว่าเตเป็นลูกชายคนเดียว”

“พี่สาวบุญธรรม” เกื้อพยักหน้าและรู้สึกโล่งอกอย่างแปลกประหลาด และทั้งสองก็นั่งดูและคุยเรื่องต้นไม้ที่เกื้อกำลังเลือกและตัดสินใจอยู่ว่าจะเป็นแบบไหนดีกับพื้นที่เล็กๆในรั้วบ้านที่เขาคิดว่าควรต้องมีต้นไม้บ้าง ก็เวลาสะดวกและเหมาะสมมันยังมาไม่ถึงสักที 

“พรุ่งนี้วันหยุดพอดีไปดูต้นไม้กันดีมั้ย” เตวินเป็นฝ่ายเอ่ยชวน

“ไม่แน่ใจว่าจะได้มั้ย แม่กลับมาคืนนี้นะ” เตวินพยักหน้ารับรู้

“ปกติแม่ของเกื้อ ไม่ค่อยอยู่บ้านนานๆแบบนี้เสมอเหรอ” เกื้อส่ายหน้า

“เปล่า ครั้งนี้ครั้งแรก”

“ดีมากเลย” เตวินเอ่ยสั้นๆ  “งั้นนัดของวันพรุ่งนี้ค่อยสรุปกันอีกที ว่าแต่เราสองคนจะคุยกันยังไง” เกื้อเลิกคิ้วหันกลับมามองเตวิน ...ว่าแต่เราสองคนจะคุยกันยังไง เป็นแบบนี้อีกแล้ว เตวิน เตวิน ทำไมถึงชอบตั้งโจทย์ให้เขาเป็นคนแก้เอง ทั้งๆที่ถ้าแค่พูดว่าแลกเบอร์กันก็จบ สักวันจะแกล้งมึนเอาคืนให้สาสมเลย เกื้อแอบคิดในใจ

“ถ้ายุคสมัยนี้ ก็ต้องแลกเบอร์โทรศัพท์ แลกไลน์กัน ” เตวินยิ้มกว้างเผยฟันสวยเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ควับ! เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงและยื่นส่งให้เกื้อ

“จัดการให้หน่อย” เตวินปลดล็อคหน้าจอให้เรียบร้อย เกื้อรับมาและกดพิมพ์เบอร์ตัวเองและกดโทรออก เตวินได้ยินเสียงครืดดดดด ในกระเป๋าเป้ และเกื้อก็พิมพ์ชื่อตัวเองแต่ก่อนจะกดบันทึกเตวินก็ดึงโทรศัพท์คืนไป และเขาก็กดพิมพ์ต่อ และเป็นคนบันทึกเองว่า Geua-Te 

“ถ้าเราจัดการให้อยู่คู่กันตั้งแต่แรกมันก็จะคู่กันไปตลอด” เกื้อนิ่งงัน เตวินไม่อาจละสายตาจากแก้มแดงของเกื้อได้เลย

เกื้อไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปอีก ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูดแต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี และอีกอย่างตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนช่างพูดช่างคุย จะว่าไปเตวินพูดมากกว่าเขาเสียอีก

“เกื้อไม่ค่อยพูดเนอะ” เสียงของเตวินดังขึ้นทำลายความเงียบ และเกื้อก็พยักหน้ารับความจริง ก็ตัวเขาเป็นแบบนั้นจริงๆ 

“ผมอาจจะน่าเบื่อ” เตวินยิ้มทันที

“ตรงข้ามต่างหาก อยู่ใกล้แล้วรู้สึกสบายใจ สบายตัวมากเลยล่ะ” เป็นความรู้สึกจริงของเตวิน ครั้งแรกที่เขาเห็นเกื้อในซุปเปอร์ จู่ๆอารมณ์ร้อนดั่งไฟในตัวเขาก็ลดลงอย่างน่าเหลือเชื่อ แค่ได้เห็นใบหน้าขาวเนียนนิ่งสงบของเกื้อในตอนนั้น ซึ่งตอนนั้นเขาก็รู้ทันทีว่าเกื้อต้องอยู่แถวนั้นเพราะวันนั้นเกื้อแต่งตัวแบบสบายไม่ใช่ลักษณะคนขาจรที่ผ่านมาและผ่านไป 

“พี่เกื้อ!” เสียงเรียกที่ไม่ใช่ของคนข้างๆ เตวินเลื่อนสายตาหันไปมองเจ้าของเสียงอย่างไม่เดือดร้อนอะไร

“กระต่าย”

“เรากลับกัันเถอะ” กระต่ายเกิดอาการประหม่าต่อสายตาของเตวิน ประหม่าในทางกลัวนะ ไม่ใช่เขินอาย แม้เตวินจะยังหล่อระเบิดสั่นสะเทือนเก้งกวางด่างชะนีก็ตามเถอะ

“ไปเถอะ” เตวินเอ่ยเบาๆกับเกื้อ เกื้อจึงพยักหน้าและหยิบกระเป๋า “เดี๋ยวหนังสือผมเก็บเอง” เกื้อพยักหน้าและเดินเคียงข้างไปกับกระต่ายค่อยๆห่างสายตาของเตวินจนลับสายตาเขาไป “เกื้อ แม้คุณจะทำให้ผมสงบลงได้โดยที่คุณไม่ต้องพยายามอะไร แต่ในขณะเดียวกันคุณก็เป็นหัวเชื้อที่จะเปลี่ยนผมเป็นภูเขาไฟแทมโบราที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเวลา” 

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S