ไม่มีอะไรปกติเหมือนเดิมสักอย่าง [2/2]

เมื่อได้ที่จอดรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สี่ชีวิตก็เยื้องย่างกันเข้าไปในห้างแต่เนื่องจากเวลารอบหนังยังมีเวลาอีกเกือบชั่วโมง แม่และกระต่ายจึงขอเดินดูของตามประสาผู้หญิงที่แม้ต่างวัยแต่ใจลงตัวกันอย่างเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย 

“จะว่าไป แม่เขาดูสนิทสนมกับกระต่ายมากจนเหลือเชื่อว่าพึ่งจะรู้จักกันแค่ไม่กี่เดือน” เตเอ่ยเมื่อดูแผ่นหลังของสองสาวต่างวัยเดินคุยหัวเราะขบขันค่อยๆห่างออกไป

“เพื่อน” เกื้อพูดสั้นๆ เพราะคำพูดของเตสองแง่สองง่ามคิดลึกหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ แต่เพื่อความสบายใจของอีกฝ่ายที่ไม่รู้คิดอะไรอีกหรือเปล่า เกื้อก็ขอตอบสั้นๆ แล้วกัน ก็เขาเป็นพวกไม่ชอบพูดมาก และก็ไม่ได้หมายความว่าจะชอบเป็นฝ่ายฟัง เขาชอบความสงบเสียมากกว่า แต่ก็ลงให้กับแม่และกระต่ายที่แม้พึ่งรู้จักกันแต่เธอก็จริงใจดีในฐานะเพื่อน 

“แล้วรอยฟกช้ำเป็นไงบ้าง”

“ดีแล้ว” เตตอบสั้นๆ แม้เมื่อเช้าตอนที่เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาต้องถอนหายใจกับรอยปื้นช้ำที่ชัดเข้มขึ้น 

“เต ผมว่าควรแจ้งความนะ นี่สองครั้งแล้วนะ” เตยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม

“อย่าคิดเรื่องแบบนี้เลย วันนี้พาแม่มาเที่ยวนะ” สองหนุ่มที่ดึงดูดสายตาคนที่เดินไปมา ทั้งสองกลับไม่รู้สึกถึงใครๆที่มองมาอย่างสนใจ กลับเดินคุยกันตามหลังพวกแม่ที่เดินห่างไป จะหยุดก็ต่อเมื่อพวกแม่เข้าไปในร้านที่สนใจ พวกเขาก็จะยืนคุยยืนรออยู่หน้าร้าน

และแล้วเวลาของความบันเทิงก็ใกล้มาก ทั้งสี่จึงมุ่งหน้าสู่สถานที่ กระต่ายและเกื้อแยกเดินไปรับตั๋วที่จองผ่านระบบ ในขณะเตที่กำลังล้วงโทรศัพท์ของตนออกมาเพื่อปิดเสียงเป็นการฆ่าเวลา สายเรียกเข้าก็ดังขึ้นมาทันที ‘พ่อ’ 

“ครับ” เตกดรับและเอ่ยสั้นๆ บนโลกใบนี้คงมีแต่เกื้อเท่านั้นแหละมั้งที่เขาอยากพูดด้วยยืดๆยาวๆ 

“ไม่ได้กลับมานอนบ้าน” พ่อมักเป็นแบบนี้ พูดเรื่องที่รู้และเป็นความจริงทุกครั้ง ย้ำคิดย้ำทำ

“ครับ”

“วันนี้ก็อย่ากลับดึกนัก” เตขานรับสั้นๆ เหมือนกับสองครั้งที่ผ่านอีกครั้ง ระหว่างพ่อกับเขาไม่เรียกว่าทะเลาะกัน เอาเป็นว่ามันคือสงครามเย็นดีกว่า เย็นยะเยือกเลยทีเดียว และเมื่อเกื้อกับกระต่ายเดินกลับมาทั้งสี่ก็เดินไปซื้อเครื่องเคียงสำหรับเข้าโรงหนัง กระต่ายจับคู่กับแม่ดวงใจ เตและเกื้อก็เป็นคู่ที่สองในการถือป็อบคอร์นกับน้ำ และทั้งสี่ก็เข้าโรงหนังเดินเรียงหนึ่งกันอย่างเป็นระเบียบ กระต่ายนั่งด้านซ้ายสุดถัดมาคือแม่ดวงใจ เกื้อ และเตที่นั่งด้านขวา แต่เพื่อนร่วมโรงก็ตามมาถัดจากเตกลับเป็นสาวร่างระหงที่แย้มยิ้มให้เตอย่างตั้งใจ แต่เตทำเป็นไม่เห็นก่อนที่จะทรุดนั่งลงก่อนที่ไฟในโรงหนังค่อยๆหรี่มืดลง

หญิงสาวข้างกายทำหน้าไม่สู้ดีนักและทรุดนั่ง ไม่รู้เธอโน้มไปพูดอะไรกับเพื่อนของเธอแม้เตจะไม่ได้ยินเพราะเสียงรอบข้างเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่แม้จะได้ยินเขาก็ไม่สนใจ พูดถึงความสวยแล้วเธอก็แค่สวยธรรมดามั้งเขาไม่ทันมองแต่อดีตแฟนสาวของเขาที่เริงร่าอยู่ต่างประเทศตอนนี้สวยกว่าเธอคนข้างๆหลายเท่า เขายังไม่เสียใจที่เลิกรากันไป ก็ลองคิดดูว่าเพราะอะไร

อ๊ะ! แก้วน้ำที่จับคู่กันดื่ม เตที่เป็นคนถือมาตอนแรกเขาวางไว้ระหว่างที่นั่งของเขาและเกื้อ ตอนนี้มือเขาวางทับอยู่บนมือของเกื้อที่คงกระหายน้ำขึ้นมา

“เกื้อก่อน” เตกดน้ำหนักและยกแก้วขึ้นมาพร้อมๆกับที่มือเกื้อกอบกุมแก้วอยู่ เกื้อทำตามอย่างว่าง่ายและยื่นส่งให้เตที่เขารับไปอย่างว่าง่ายเช่นกัน เตคาบหลอดแต่สายตาหันไปมองเกื้ออย่างจงใจ ความมืดรอบตัวผู้คนรอบข้างค่อยๆหายไปเหมือนกับทั้งโรงภาพยนตร์เป็นโลกที่มีเพียงพวกเขาเท่านั้น 

และแล้วเวลาทรมานของเกื้อก็มาถึงจุดสิ้นสุด เขาแอบงีบไปหลายช่วง ดีที่แม่นั่งคั่นระหว่างเขากับกระต่ายไว้ ไม่งั้นหลังออกจากโรงหนัง เขาต้องฟังการบรรยายเรื่องราวหรือช่วงตอนที่เขาเผลอหลับไปแน่ๆ ในทางตรงข้ามกับเตที่เขากลับสงบและนั่งดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

“ถามจริงชอบหนังแนวนี้เหรอ” เกื้อกระซิบถามเมื่อเดินออกมาจากโรง ตามหลังแม่กับกระต่ายที่เดินอยู่ข้างหน้า

“ชอบคนนั่งข้างๆต่างหาก”

“…!…” เกื้อจนปัญญา เพราะรู้สึกได้อย่างไม่ต้องเดาว่า ถูกรุกหนักมาก และทั้งสี่ก็ไปหาอะไรกินกันอย่างเต็มที่ก่อนที่จะเคลื่อนออกไปยังแหล่งขายต้นไม้ กว่าจะได้สิ่งที่ถูกใจและเดินทางกลับก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าๆ 

“คืนนี้ผมกลับบ้านก่อนนะ” เตเอ่ยบอกกับเกื้อก่อน ก่อนที่จะบอกกับคนอื่นๆ ซึ่งแม่ดวงใจก็บอกว่าเดี๋ยวจะเลยไปส่งเตที่บ้านก่อน

รถจอดที่หน้าประตูใหญ่ “เดี๋ยวดึกๆโทร.หานะ” เตกระซิบบอกเบาๆ ให้เกื้อได้ยินคนเดียว ก่อนที่จะไปกล่าวขอบคุณแม่ดวงใจและลากระต่ายอย่างมีมารยาท 

“เต เขาน่ารักดีเนอะ เกื้อรู้จักเตมานานแค่ไหนแล้ว” แม่ถาม

“สองอาทิตย์ครับ” แม่ลูกที่กลับมาถึงบ้านนั่งคุยกันหน้าจอทีวีห้องชั้นล่าง

“แม่ว่าเขาต้องเป็นคนที่ใช้ได้มากแน่ๆ ไม่งั้นเวลาแค่นี้จะสนิทกับเกื้อผู้พูดน้อยของแม่ได้ขนาดนี้เชียวเหรอ” เกื้อแค่ยิ้ม เพราะยากที่จะบอกแม่ว่าเพราะพวกเขาผ่านโชคชะตาวิบากกรรมดงบาทามาถึงสองครั้งต่างหาก แม้ครั้งล่าสุดจะไม่รอดเสียทีเดียวแต่ก็ถือว่าสาหัสไม่มาก หมายถึงเตนะ เพราะตัวเขาเองไม่มีแม้แต่รอยถลอก

และในคืนนั้นเตก็โทร.ไลน์มา เป็นครั้งแรกของพวกเขาที่คุยกันผ่านทางโทรศัพท์ที่นานเกือบยี่สิบนาที หลักๆ เตเป็นฝ่ายถามเพราะเขาอยากรู้จักเกื้อให้มากขึ้น  “ผมว่าเกื้อน่าจะกินเผ็ดเก่งกว่าผม”

“น้ำจิ้มงั้นเหรอ”

“ใช่ มันเผ็ด”

“แต่เตก็ยังจะแย่งน้ำจิ้มที่ผมปรุงเพื่อตัวเอง ต่อไปไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น ผมยินดีปรุงให้แต่ลดเผ็ดให้ได้”

“ก็อยากรู้จักเกื้อให้มากขึ้นก็เท่านั้น”

“น้ำจิ้มไม่ได้บอกอะไรมากมายหรอก”

“เริ่มที่เรื่องเล็กๆ” เกื้อยิ้มออกมาเล็กน้อย ทั้งๆที่ในห้องนอนไม่มีใคร แต่เป็นลักษณะนิสัยเฉพาะตัว 

“เต ไม่มีเพื่อนคนอื่นบ้างเหรอ”

“มี แต่ห่างๆไป เพราะคนอื่นๆ ถ้าไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศก็ทำงานกันแล้วเป็นส่วนใหญ่ อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันผมไม่ใช่คนดีนัก ก็อย่างที่เกื้อเห็น ทะเลาะวิวาทกับเขาไปทั่ว”

“เหลือเชื่อ!” 

“เหลือเชื่อที่ผมคิดออกว่าสิ่งที่เป็นอยู่มันไม่ดีใช่มั้ย”

“ก็นั่นนะสิ”

“สัญญาสิว่าจะอยู่เคียงข้างกัน”

“สัญญาเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้เหรอ และแม้ผมจะสัญญา อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเหตุผลที่เตขอให้ผมอยู่เคียงข้างแล้วเตจะเป็นคนดีขึ้น มันทำให้ผมรู้สึกสูงส่งเกินไป ทั้งๆที่ผมเป็นมนุษย์ไม่ใช่พระโพธิสัตว์”

“ยาวซะขนาดนี้ ตอบสั้นๆเพียงว่า ผมคงไม่อาจเอื้อมแตะตัวเทพเจ้าหรอก แค่สัญญากันก็พอเพราะผมเชื่อแน่นอนถ้าเป็นสัญญาของเกื้อ และผมไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือเปล่าเรื่องนี้เกื้อไม่ต้องลำบากใจ แต่บอกได้เพียงว่า เวลาที่มีเกื้ออยู่ใกล้ๆ อากาศรอบตัวในตอนนั้นทำให้สบายใจจนสามารถให้อภัยกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นได้เลย”

“สั้นตรงไหน” และเสียงหัวเราะทุ่มก็ดังสอดแทรกปลายสายมา และเมื่อคิดว่าคืนนี้เพียงพออย่างชื่นมื่นแล้วต่างก็วางสายไป แต่ทั้งสองก็ใช่ว่าจะหลับไปทันที การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิตเลยก็ว่าได้ของทั้งสองคน เมื่อนอนคิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ ค่ำคืนนี้ก็สงบลงอย่างมีความสุข

ความฝันของทั้งสองในค่ำคืนนี้เรียกได้ว่าเป็นสีชมพู เดินเคียงข้างกันไปเรื่อยๆบนหาดทรายสีขาวที่ยาวสุดลูกหูลูกตา แต่ทั้งสองก็ยังคงก้าวต่อไปอย่างเอื่อยเฉือย ไม่มีปัจจัยอะไรไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตเข้ามาเร่งรัด ความฝันก็ย่อมเป็นแค่ความฝันในชีวิตจริงพวกเขาจะเอื่อยเฉือยสบายใจกันได้แบบนี้อย่างงั้นเหรอ

แสดงความคิดเห็น

M A R E A D S